เปิดร้านยาง่ายๆ#6

#จับเข่าคุยเรื่องร้านยา(เปิดร้านยาง่ายๆ) by เภสัชอ้วนลงพุง!!!

ตอนที่ 6: บัญชีรายรับ รายจ่าย กับ ธุรกิจร้านยา

สงสัยไหมครับ ทำไมคนรวยๆบางคนถึงค่อนข้างจะมีระเบียบในการใช้เงินมากๆ พูดง่ายๆก็คือคำว่า “ขี้งก” นั่นแหละ ครับ 555 บางทีเราก็คิดในใจ ว่าถ้าเรารวยแบบเค้า เราจะเอื้อเฟื้อเผื่อแพร่ให้กับคนที่ลำบาก ไม่ก็คนที่กำลังเดือดร้อน จะไม่ขี้งกแบบนั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ชีวิตจริงอาจจะต่างจากมโนในใจของเราครับ คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตหลายๆคน ไม่ได้รวยมาตั้งแต่เกิด คือต้องปากกัดตีนถีบ เคยล้มมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เคยเจอคนโกงมาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง และเคยเดินทางผิดทั้งในแง่ธุรกิจและการดำรงชีวิต

เพราะฉะนั้น คนกลุ่มนี้เมื่อเริ่มมีธุรกิจที่มั่นคง จะกลัวกับการใช้จ่ายเงินมากๆ ไม่ใช่เค้างกหรอกครับ แต่เข็ดหลาบ กับการที่ต้องกลับไปจนเหมือนเดิม หาเช้ากินค่ำแบบเดิม ลำบากแบบเดิม ไม่อยากให้ตัวเอง ครอบครัว และลูกๆต้อง ไปลำบากแบบที่เคยเป็นมา มันเลยเป็นที่มาของคำว่า “เศรษฐีขี้งก” นั่นเอง ถ้าเรารู้ถึงจิตใจลึกๆ และประวัติความลำบากของคนกลุ่มนี้ อาจจะเปลี่ยนทัศนคติ กับคนเหล่านี้ก็เป็นได้

เพราะอย่าลืมนะครับ การที่เค้ามีระเบียบวินัยในการใช้เงินทำให้คนกลุ่มนี้ยังรวยมาอยู่ได้จนถึงปัจจุบัน ไม่เหมือนคนรวยบางกลุ่ม ที่พอทำธุรกิจสำเร็จขึ้นมาก็ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย ซื้อรถหรู บ้านแพงๆ ขาดระเบียบวินัยในการบริหารจัดการเงิน เลยทำให้คนกลุ่มนี้รวยได้ไม่นาน และต้องกลับมาใช้ชีวิตแบบเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ การบริหารจัดการร้านยาก็เหมือนกันครับ ถ้าขาดระเบียบวินัยในการจัดการ ก็จะทำให้ เภสัชหลายๆคน ไม่เห็นเงินกำไรออกมาจากร้านยากันเลยทีเดียว

เคยเจอปัญหาเหล่านี้กันบ้างไหมครับ “ทำร้านยามาเกือบปี ไม่เห็นกำไรเป็นชิ้นเป็นอัน” หรือ “ทำไมต้องหาเงินมาเติมยาในร้านอยู่เรื่อยๆไม่จบไม่สิ้นกันสักที” อ้าว!!! แล้วกำไรไปไหนหมด 555 ผมว่าคนเปิดร้านยา 100คน เจอปัญหาคล้ายๆแบบนี้สัก 90 คนได้ครับ ทำไมนะเหรอครับ ส่วนใหญ่คนที่เปิดร้านยามักจะไม่ค่อยคำนึงถึงเรื่อง บัญชีรายรับรายจ่ายร้าน ไงครับ ต้องบอกว่าน้อยคนมากๆที่จะมานั่งทำบัญชีรายรับรายจ่ายแบบนี้ ก็คงเป็นเพราะว่า มันน่าเบื่อ ต้องมาจดนู่นนี่นั้น แล้วก็อีกอย่างขี้เกียจทำด้วย

นี่แหละครับปัญหาใหญ่ทางด้านความคิดเลย ผมไม่ได้บอกว่าผมคิดถูกนะครับ แต่ถ้าเภสัชที่อยากเปิดร้านยา แล้วไม่อยากเจอปัญหาที่ผมกล่าวมา นี่แหละครับตัวแก้ปัญหาชั้นหนึ่งเลย มีไม่น้อยนะครับที่ขายยาแบบจดมือ อาจจะจดต้นทุนไว้ในสมุด หรือเวลาอยากดูทุนก็ไปเปิดดูในบิล แบบนี้ จะทำให้เราขาดระเบียบวินัยทางด้านการเงินและการจัดการร้านยามากๆครับ ถ้าคุณสามารถ นำราคาทุนของยาทุกตัวในร้าน จดลงในรายการขายยาในแต่ละวันได้ และรวมออกมาเป็นราคาทุน หนึ่งช่องและ กำไร หนึ่งช่องได้ อันนี้ผมนับถือมากๆครับ แต่จะทำได้กี่วัน อันนี้ต้องใช้ความพยายามและอดทนเป็นอย่างมาก หรือจะบอกว่ามหาศาลเลยก็ได้ครับ ไม่เชื่อลองดูได้ครับ ^_^

ถ้าคุณทำบัญชีทุน กำไรแยกไม่ได้แบบนี้ทุกวัน คุณก็ต้องหาเครื่องทุ่นแรงครับ สิ่งนั้นก็คือ “โปรแกรมร้านยา” นั่นเองครับ โปรแกรมเหล่านี้มีหลายแบรน หลายผู้ผลิตให้เลือกครับ เลือกตามความชอบส่วนบุคคลเลย (เดี๋ยววันหลังเราจะมาวิจารย์กันว่า โปรแกรมไหน ใช้แล้วเป็นยังไงกันบ้าง) เพราะแต่ละโปรแกรม ต้องมี การคำนวนกำไร และต้นทุนอยู่แล้ว ใช้คำว่า “ต้องมี” นะครับ เพราะเป็นพื้นฐานของโปรแกรมร้านยาที่ต้องมีอยู่แล้ว

โปรแกรมพวกนี้ดียังไงเหรอครับ ต้องบอกว่า ดีมากๆๆๆๆๆ สำหรับคนที่อยากทำร้านยาอย่างมีระบบ และมีวินัยในการใช้เงินนะครับ เพราะโปรแกรมจะคำนวน ยอดรวมในแต่ละวัน และคำนวน ว่า ยอดขายวันนี้เป็น กำไร กี่บาท เป็นต้นทุนกี่บาท ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถ แยก ทุนและกำไร ออกจากกันได้อย่างชัดเจน เขียนมาถึงตรงนี้ หลายๆคนอาจบอกว่า โอ้ยยย!!! โปรแกรมมันแพง ไหนจะซื้อคอม อีก ลงทุนเยอะ แหมะ!!! จริงๆไม่ต้องถึงขนาดซื้อคอมใหม่ก็ได้ครับ คงปฏิเสธได้ยากนะครับว่าเภสัชทุกคนต้องมีโน๊ตบุ๊คอยู่แล้ว อย่างน้อยๆคนละ1 เครื่อง โน๊ตบุ๊คก็ใช้ได้ครับไม่ต้องซื้อใหม่ก็ได้ บวกกับค่าโปรแกรม 3-8 พัน แล้วแต่การบริการหลังการขาย หรือความสามารถของโปรแกรม ก็คงไม่แพงเกินไป ใช่ไหมครับ?

แต่ถ้าจะให้ดีซื้อใหม่เดี๋ยวนี้ก็ไม่แพงครับ 9พัน ถึงหมื่นนิดๆ ก็ได้แบบโอเคแล้ว แยกการทำงานให้ชัดเจนไปเลยจะได้ไม่มีปัญหาเรื่องไวรัสทีหลัง หรือบางคนก็ซื้อมาหมดแล้วหละครับ แต่!!!! เอามาดูราคาเฉยๆ ถึงจุดนี้คนอ่านบางคนอาจแอบยิ้ม เอ่อว่ะ!!! เรานี่หว่า 555 ยังไม่สายเกินไปนะครับ เริ่มต้นกันใหม่ การใช้โปรแกรมยา ร่วมกับการทำบัญชีรายรับรายจ่ายจะช่วยเราได้ ไม่มากก็น้อย ในการก้าวไปสู่ความสำเร็จของการทำร้านยา

อันดับแรกเลยนะครับ ได้โปรแกรมมาต้องลงราคาทุน ลงไอเทมในร้านทุกตัว ให้เรียบร้อย และในทุกๆวันหลังการขาย ต้องจดบันทึก รายรับ และรายจ่าย และยอดขายรวมในแต่ละวัน แยกกันอย่างชัดเจน ซึ่งถ้าให้ดีนะครับ แยกเล่มที่จดกันเลย บัญชีเล่มนึงทุน บัญชีเล่มนึงกำไร และเงินที่ขายได้มาในแต่ละวันต้องแยกออกจากกันทันทีเลยนะครับ เพื่อความมีวินัยของการจัดการเงินนะครับ ผมแนะนำว่า เปิดบัญชีธนาคารแยกเลย จะยิ่งดีมากๆ ซึ่งถ้าแยกได้แบบนี้ คุณจะมีเงินกำไร 1 บัญชี ทุน1 บัญชี ซึ่งจะจัดการยังไงกับเงินเหล่านี้เหรอครับ ผมขอแยกเป็นแต่ละบัญชีนะครับ

สำหรับบัญชีทุน บัญชีนี้ ห้ามนำไปใช้อย่างอื่นเลยครับ ยกเว้นซื้อยาเข้าร้าน ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นบัญชีทุน อย่าเอาไปใช้จ่ายนอกระบบ ให้ใช้หมุนเวียนซื้อยาในแต่ละวัน ถ้าคุณมีทุนเยอะหน่อยหรือเงินหมุนในระบบเยอะหน่อย อาจจะซื้อยาไม่บ่อย อาทิตย์ ละ1-2 ครั้งแล้วแต่ว่าขายดีมากน้อยแค่ไหนด้วยนะครับ แต่ถ้าทุนน้อยหน่อย ก็อาจจะซื้อบ่อยหน่อย อาทิตย์นึง 3-4 ครั้ง ก็ว่ากันไป แบบนี้ยาในร้านของเราจะไม่หนีหายไปไหนแน่นอน ถ้าเราแยกทุนออกมาอย่างชัดเจนแบบนี้ ตัดปัญหา ทำไมยาหายเงินหด ไปได้เลย แถมยังเช็คของหายได้อีกด้วย

ส่วนอีกบัญชีก็คือบัญชีกำไร ส่วนใหญ่ร้านยาที่เปิดใหม่ กำไรอาจจะยังไม่ได้เยอะอะไรมาก ผมตีให้อยู่ใน rangeที่กว้างๆนะครับ คือ 2-8 หมื่น ส่วนนี้สำคัญมากๆ เพราะจะมีกำไรเหลือ หรือไม่เหลือขึ้นกับส่วนนี่แหละครับ อันดับแรก เงินที่กินอยู่ ค่าข้าว ค่ากินน้ำ ค่าน้ำ ค่าไฟ ต่างๆนาๆ ต้องจดให้หมดนะครับ เพราะเป็นรายจ่าย ซึ่งเราจะใช้เงินกำไรก้อนนี้ จ่ายค่าใช้จ่ายที่จำเป็นเหล่านี้ โดยแต่ละคนก็จะมีค่าใช้จ่ายต่างๆกันไปตามความจำเป็นส่วนบุคคล ซึ่งหลักๆ ก็จะมีค่าเช่าร้าน ค่ากินอยู่ ค่าน้ำไฟ ค่าจ้างเภหรือผุ้ช่วยเภสัข(ถ้ามี) ค่าอินเตอร์เน็ต ค่ารถ(ถ้ามี) ค่าบ้าน(ถ้ามี) และเล็กๆน้อยๆ อีกหลายค่า

ซึ่งพอเราจัดการบัญชีได้ตามนี้ เราจะรู้แล้วครับ ว่า ในแต่ละวัน เราใช้เงินเกินจากที่ขายยาไปไหม ซึ่งถ้าแยกเงินแบบนี้ คุณจะไม่มีสิทธิใช้เงินเกินเลย เพราะเงินทุน มันจะอยู่ในธ.อีกบัญชี จะช่วยให้คุณไม่ดึงทุนมาใช้ ของก็จะไม่หายกำไรก็จะไม่หด หลังจากที่ทำบัญชีรายจ่ายแล้ว ณ สิ้นเดือน ถ้ามีส่วนไหนที่ไม่จำเป็น หรือ ส่วนไหนที่สามรถลดค่าใช้จ่ายลงได้ เผื่อให้กำไรเพิ่ม ก็เอามาปรับใช้กับเดือนถัดๆไป อย่าใช้เงินจนเกินตัว ซึ่งปกติ การแบ่งเงินกำไรเป็นส่วนๆจะมีประโยชน์มากๆ เงินกำไร100% ที่ได้มา ประมาณ 60-70% ของกำไร ควรจะใช้จ่ายในส่วนของค่าใช้จ่ายหลักที่กล่าวมาข้างต้น และ อีก 10-20% ควรจะเป็นเงินเก็บ เผื่อเอาไว้ขยายสาขา หรือมีความจำเป็นต้องใช้ยามฉุกเฉิน

และ10% ที่เหลือ ควรเก็บเข้าทุน เพื่อให้ร้านมี ไอเทมยาใหม่ๆ และสามารถเพิ่มสต็อคได้แบบมีระบบ ไม่ใช่เพิ่มไปเรื่อยๆแบบไม่มีระบบ ถ้าทำแบบนั้น คุณจะไม่รู้เลยว่ากำไรกับทุน มันถึงจุดคุ้มทุนของคุณแล้วยัง เพราะมันจะมั่วกันไปหมด ไม่รู้ว่าทุนลงไปเท่าไหร่แล้ว กำไรเข้าไปอยู่ในทุนกี่บาทแล้ว ฟังแบบนี้แล้วบางคนอาจจะคิดว่าพูดง่าย แต่ทำยากนะพี่!!! ไม่ยากหรอกครับ ไม่เกินความสามารถของเภสัชหน้าตาดีแบบเราแน่ๆ เพราะถ้าทำได้ คุณจะมีเงินเหลือ เอาไปลงทุนต่อ หรือสามารถขยายร้าน ขยายสาขาเพิ่มขึ้นไปอีก กำไรก็ยิ่งมากขึ้นไปเรื่อยๆ เฮงๆ รวยๆ ไปอีกครับ การทำบัญชีรายรับรายจ่าย มีความสำคัญมากถึงมากที่สุด

ถ้ายังไง ถ้ายังไม่ทำ เริ่มกันเลยนะครับ เหนื่อยหน่อย แต่ช่วยได้เยอะมากๆครับ เกร็ดความรู้เล็กๆน้อยเหล่านี้บางคนอาจจะรู้แล้วแต่ยังไม่ได้ทำ บางคนอาจจะไม่รู้มาก่อน เอาไว้เป็นเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆ เผื่อจะช่วยได้ไม่มากก็น้อยนะครับ

ยังไงมีข้อติชมยังไง เม้นท์กันมาได้เลยนะครับยินดีรับฟังความคิดเห็นทุกๆคอมเม้น วันนี้พอแค่นี้ก่อน บทความต่อๆไปจะเจาะลึกเรื่องร้านยาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไว้เจอกันครับ ถ้าชอบช่วยกดไลค์และแชร์ให้หน่อยนะครับ จะได้เป็นประโยชน์กับเภอีกหลายๆคน ขอบคุณครับ

By เภสัชอ้วนลงพุงimage

Share Button

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>