วิธีการเพื่อความปลอดภัย

การเป็นเภสัชกรร้านยาบางทีก็ต้องเสี่ยงกับเรื่องไม่เป็นเรื่องเหมือนกันนะครับ อย่างกรณีนี้เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนมาก

คำแนะนำเพื่อความปลอดภัยจากเพื่อนๆ ที่มีประสบการณ์ร้านยาได้แนะนำเอาไว้ว่า

1.จงเลือกทำเลที่ปลอดภัย ถึงแม้ว่าจะต้องจ่ายแพงกว่าบ้าง ก็จ่ายๆไปเหอะ ชีวิตมีค่ามากกว่านั้น ไม่ตายหาใหม่ได้

2.เวลาทำการ ให้พิจารณาความปลอดภัยด้วย ถึงเปิดดึกแล้วขายได้ แต่มีโอกาสโดนปล้นก็ไม่คุ้ม

3.สินค้าบางอย่างที่มันจะนำความเสี่ยงหรือดึงลูกค้าไม่พึงประสงค์บางกลุ่มให้แวะเวียนมาที่ร้านบ่อยๆ บางทียอมเสียรายได้ตรงนั้นไปแต่ลดความเสี่ยงได้อาจจะดีกว่า

4.หลอดไฟ ความสว่างของร้านและบริเวณรอบๆ ต้องเพียงพอ จุดไหนที่จำเป็นต้องติดไฟเพิ่ม ติดไปเลยจะได้ดูปลอดภัย ซึ่งนอกจากมันจะทำให้เราปลอดภัย แล้วยังทำให้ลูกค้ารู้สึกปลอดภัยและมองเห็นร้านได้ง่าย

5.ลงทุนกับระบบรักษาความปลอดภัยให้เพียงพอ บางครั้งการมีกล้องวงจรปิดสักตัว สองตัวในร้านก็ช่วยป้องกันเหตุร้ายได้เยอะ

6.หมั่นสังเกตลูกค้าและผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาอาจช่วยให้เราเห็นสิ่งผิดปกติได้ เพราะบางครั้งการก่ออาชญากรรมจะมีการวางแผนและดูลาดเลาไว้ก่อน

7.ทำความรู้จักเพื่อนบ้านเอาไว้เยอะๆ เป็นคนน่ารักๆ เอาไว้ เวลามีอะไรผิดปกติเพื่อนบ้านอาจช่วยเราได้

8.ลดความเสี่ยงด้วยการไม่ใส่เครื่องประดับราคาแพง เพราะบางสถานการณ์อาจโดนฉกไปได้ง่ายๆ

9.สำคัญที่สุดในเวลาเกิดเหตุคือมีสติ ค่อยๆแก้สถานการณ์ เอาตัวรอดให้ได้ อย่างอื่นค่อยว่ากันทีหลัง

https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_246172IMG_6121

Share Button

#เปิดร้านยาง่ายๆ7/2

#จับเข่าคุยเรื่องร้านยา (เปิดร้านยาง่ายๆ) by เภสัชอ้วนลงพุง!!!

ตอนที่ 7/2: โปรแกรมขายโดนๆ สำหรับร้านยา

ผ่านไปแล้วสำหรับโปรแกรมขายตัวแรกนะครับ วันนี้เรามารีวิวตัวอื่นๆกันบ้างครับ ต้องบอกว่า บางทีอาจจะตกหล่นตัวไหนไปบ้าง ก็ต้องขอประทานอภัยผู้อ่านนะครับ เพราะมันหลายตัว รีวิวทั้งหมดคงไม่ไหว

โปรแกรมตัวที่สองที่จะมานำเสนอนะครับ คือโปรแกรมจากค่าย platoniscsoft ชื่อโปรแกรม PharmaSys ครับ ตัวนี้ ตัวโปรแกรมขาย อาจจะดูไม่ใช้ง่ายเท่า pharcare ครับ ต้องบอกตามตรงเลย เพราะต้องพิมพ์ชื่อ3 ตัวแรกก่อน แล้วกดเอนเตอร์ ถึงจะเด้งเข้าหน้าค้นห้าชื่อยา ซึ่งจะต่างจาก pharcare ที่พิมพ์ชื่อแล้วขึ้นทันทีเลยครับ อาจจะดูขัดๆตาหน่อยตอนใช้แรกๆถ้าเคยใช้ pharcare มาก่อนนะครับ แต่พอใช้ไปสักระยะก็รู้สึกชินไปเองครับ

ข้อดีข้อแรกของโปรแกรมนี้คือ ระบบไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ครับ ไม่มีล็อคระบบถ้าเครื่องคอมเราดับ เหมือนpharcare เพราะฉะนั้นปัญหากวนใจเรื่องโปรแกรมมีปัญหาจะน้อยมาก และผู้ดูแลระบบค่อนข้างตอบสนองเร็วครับ อันนี้คือข้อดีอีกข้อ คือโทรปุ๊ป รับปั๊บ ไม่รับก็โทรกลับ ค่อนข้างรวดเร็วพอสมควร หมดห่วงเรื่องบริการหลังการขายได้สำหรับโปรแกรมนี้ครับ และการปรับปรุงสต็อคคงเหลือค่อนข้างสะดวกครับ กดจำนวนที่ต้องการปรับปรุงได้ทันทีเลย ไม่ต้องมานั่งบวกลบจำนวนถือว่าโอเคครับ แต่ที่ผมยังติดใจอยู่ก็คือเรื่องราคาทุนครับ ไม่โชว์ที่หน้าจอ ต้องกดเข้าไปดูในคลังสินค้าถึงดูได้ ถ้าเป็นร้านของเราเอง มันจะเป็นข้อเสียเพราะกว่าจะกดเข้าไปที่คลังแล้วดู มันช้ามากครับ แต่ถ้าเป็นร้านที่จ้างคนอื่นมาอยู่ ก็จะดีครับ เพราะจะดูทุนของเราไม่ได้ การลงสต็อค ต้องบอกว่าลงยากกว่า pharcare หน่อยครับ ไม่มีราคาทุนเก่าให้ดูเหมือน pharcareด้วย และตอนเปิดโปรแกรมจะหน่วงๆหน่อยครับ ช้ากว่า pharcare นิดหน่อย เหมือนจะต้องรอโหลดข้อมูล ประมาณ 10วิ

แต่โดยรวมถือว่าเป็นอีกโปรแกรมที่โอเคครับ ชอบตรงผู้ดูแลระบบนี่แหละ บริการดี พูดจาดีครับ ข้อเสียอื่นๆเลย มองข้ามไปพอสมควร อ่อ ลืมไป เป็นโปรแกรมร้านเดี่ยวๆนะครับ ผู้พัฒนาบอกว่ากำลังทำให้มันลิ้งกันได้ระหว่างสาขา แต่น่าจะ1-2 ปี ไม่รู้ตอนนี้ลิ้งได้แล้วยัง ต้องลองถามกันดูอีกที ราคาโปรแกรมตัวนี้ ประมาณ 5,000-7,000 ครับ ไม่ต่างกับ pharcare มาก ที่ผมบอกราคากว้างๆเพราะไม่ได้ตามเรื่องราคานะครับ อาจมีเปลี่ยนแปลงได้จากเดิมที่เคยซื้อ

ตอนนี้บางคนอาจจะรู้สึกว่า ทำไมมีแต่โปรแกรมแพงๆ ไม่มีแบบไม่เสียตังหรือ ถูกกว่านี้เลยเหรอ 555 ของฟรีและดีมีในโลกอยู่ครับ สำหรับคนที่อยากได้โปรแกรมไปใช้แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย แนะนำตัวนี้เลยครับ Thaipharmasoft ผลิตขึ้นโดยทีมงาน Pharmacafe เวปไซต์ชื่อดังที่เภสัชอย่างเราๆติดตามกันมานานครับ พี่ๆใจดีผลิตและพัฒนาโปรแกรมตัวนี้ขึ้นมาให้ใช้งานกันฟรีๆ โดยผู้ผลิตเป็นเภสัชกรร้านยาโดยตรง ซึ่งโปรแกรมที่ทำขึ้นมาก็จะค่อนข้างตรงกับการใช้งานจริงของเภสัชร้านยาครับ ต้องบอกก่อนว่าตัวผมเองยังไม่ได้ลองใช้ตัวโปรแกรมจริงๆนะครับ

จากการสอบถามผู้ใช้หลายๆคน พบว่าโปรแกรมค่อนข้างเสถียรนะครับ และตรงกับการใช้งานจริง มีบัญชี ขย. และลงรับสินค้าเข้าออก ได้เหมือนโปรแกรมราคาแพงเลยครับ หน้าโปรแกรมขายใช้ง่ายไม่ซับซ้อนโดยรวมแล้วเห็นว่าน่าใช้พอสมควรเลยครับ ยังไงสามารถส่งหลักฐานการดาวโหลดโปรแกรมได้นะครับ แต่มีข้อแม้ว่าต้องเป็นเภสัชนะครับ เพราะต้องใช้ใบอนุญาติขายยา และใบประกอบวิชาชีพหรือใบประกอบโรคศิลป์ มาเป็นหลักฐานในการขอใช้โปรแกรม และมีข้อแม้ว่าต้องเป็นร้านที่เป็นเภอยู่ ไม่ใช่แขวนป้ายนะจ๊ะ เข้าไปช่วยพัฒนาโปรแกรมดีๆได้ที่ www.pharmacafe.com ได้เลยนครับ ถ้ายังไม่มีโปรแกรมไหนโดนใจ อยากใช้แบบฟรีๆไม่มีค่าใช้จ่ายก็ลองได้เลยครับ ฟีตแบ็คดีพอสมควรครับ แต่ข้อจำกัดของโปรแกรมนี้ก็คือใช้สำหรับร้านเดี่ยวนะครับ แบบมีสาขา ยังไม่สามรถใช้ได้ครับ ถ้ายังไงจะขอโปรแกรมทางเวปไซค์มารีวิวเจาะลึกให้อีกทีนะครับ

ตัวที่สี่ที่จะมาจับเข่าคุยนะครับ บางคนอาจจะเคยใช้ บางคนอาจจะเคยได้ยินมาบ้างเพราะเป็นโปรแกรมที่ ร้านเชนชั้นนำเช่น ร้านยาเอ็กซ์ตร้าของ7 , Tesco Lotus, Boots, Watsons ใช้กัน ก็คือตัว Smartdrugstore นะครับ ตัวนี้ต้องบอกว่า หน้าขายจะค่อนไปทาง pharmasys ครับ คือจะมีรายละเอียดในหน้าขายเยอะมาก ถ้าคนชอบเรื่องรายละเอียดก็ถือว่าดีครับ การใช้งานหน้าการขาย ถือว่าโอเคครับ ใช้ไม่ง่ายเท่า pharcare แต่ไม่ได้ด้อยอะไรกว่ามาก

ข้อดีของโปรแกรมนี้คือ สามารถลิ้งสาขาต่างๆได้ตามที่เราต้องการครับ โดยที่สองโปรแกรมก่อนหน้าไม่มี แต่ก็ราคาสูงกว่าหน่อยครับ ประมาน 8,500 สำหรับ 1 เครื่อง และ 12,000 สำหรับ 2 เครื่องต่อระบบแลนด์ แต่ถ้าเป็นระบบสาขาก็แล้วแต่จำนวนสาขาที่มีเลยครับ และถ้าให้เค้าไปติดตั้งต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม กทม. 1,000 ตจว. 2500-4000 ประมาณนี้แล้วแต่ความไกลครับ ข้อดีอีกข้อของโปรแกรมตัวนี้คือมี ฟังค์ชั่น “ขายบ่อย” นะครับ ก็จะช่วยให้เราสามารถใส่รายการยาที่ขายบ่อยๆเข้าไปได้ แล้วจะมีปุ่มลัด ให้กดเพื่อเข้าไปหาไอเทมยาเหล่านี้ได้ง่ายขึ้นครับ ก็จะประหยัดเวลาไปได้พอสมควรถ้าคนไข้มาพร้อมกันเยอะๆ การลงสต็อคจะมีปัญหาบ้างตรงที่ บางทีกดย้ำๆ ถ้าบางจังหวะเครื่องข้าง มันจะลงเบิ้ล ทำให้สต็อคเพิ่มเป็นสองเท่าก็มีบ้างครับ ต้องดูดีๆ และเรื่องการบริการหลังการขายค่อนข้างติดต่อยากนิดนึง ถึงแม้จะมีคอลเซ็นเตอร์ แต่คนที่รับสายกลับไม่รู้เรื่องโปรแกรม มีหน้าที่ตอบคำถามทั่วๆไปมากกว่า ต้องรอโปรแกรมเมอร์มาตอบ บางทีก็โทรกลับบางทีก็ไม่โทรกลับ ทิ้งเรื่องหายก็มี และถ้าคอมมีปัญหาต้องลงโปรแกรมใหม่จะมีค่าใช้จ่ายทุกครั้งที่ลงใหม่ครับ 2-3 พันบาททุกครั้ง เหมือนเราไม่ได้ซื้อขาดยังไงไม่รู้ อันนี้คือข้อเสียที่ต้องลองพิจรณากันดูนะครับ

มาถึงตรงนี้ผ่านมาแล้ว 4 โปรแกรม ยังไงพี่ๆน้องๆลองพิจรณาข้อดีข้อเสียของแต่ละโปรแกรมดูนะครับ โปรแกรม3 อันแรก น่าจะดีสำหรับคนที่เปิดร้านยาเดี่ยวๆ ส่วนอันท้ายจะเหมาะกับคนที่ทำหลายๆสาขาเพราะมีระบบลิ้งสาขาได้ แต่รายละเอียดลึกๆเรื่องการบริการ การใช้งาน ต้องพิจรณา เป็นเคสๆไปนะครับ แต่ละร้านคงมีความต้องการไม่เหมือนกัน นี่เป็นแค่ประสบการณ์การใช้งานพื้นฐานเบื้องต้น แต่ละท่านสามรถหาข้อมูลของผู้ใช้คนอื่นๆเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเพิ่มเติมนะครับ ขอบคุณที่ติดตามนะครับ เจอกันบทความหน้า บ๊ายบายครับ

By เภสัชอ้วนลงพุง

image

Share Button

เปิดร้านยาง่ายๆ#7/1

#จับเข่าคุยเรื่องร้านยา (เปิดร้านยาง่ายๆ) by เภสัชอ้วนลงพุง!!!

ตอนที่ 7/1: โปรแกรมขายโดนๆ สำหรับร้านยา

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณกำลังใจดีๆจากพี่ๆน้องๆเภสัชนะครับ ที่ส่งคอมเม้นผ่านแอดมินเพจมา ข้อความเหล่านี้เป็นกำลังใจให้กับผู้เขียนมากๆ ขอขอบคุณจริงๆนะครับ อย่างที่เคยเกริ่นมาก่อนในบทความแรกๆว่า ตัวผู้เขียนเองก็งมโข่งกับการเปิดร้านยามานาน กว่าจะสร้างให้เป็นรูปเป็นร่างมาได้ หาหนังสือ หาบทความอ่านก็เยอะ แต่หาไม่เจอ สำหรับบทความที่เจาะลึกลงไปในเรื่องร้านยาจริงๆ ก็อยากนำประสบการณ์เหล่านี้มาแชร์ ให้พี่ๆน้องๆได้อ่าน เผื่อจะได้นำเอาไปปรับใช้ หรือแม้แต่แค่เอาไปเป็นส่วนหนึ่งของความคิดริเริ่มทำสิ่งใหม่ๆให้กับร้านยา ผมก็มีความสุขแล้วครับ

จากบทความที่แล้วเราได้พูดกันเรื่องการทำบัญชีร้านยา และสิ่งๆหนึ่งที่เข้ามามีบทบาทมากๆในการทำบัญชีและสรุปยอดก็คือ “โปรแกรมขาย” ซึ่งมีผู้ติดตามบทความรีเควสมาว่ารอฟังเรื่องนี้ ผมเลยหยิบขึ้นมาเขียนให้ก่อนนะครับ ยังไงอยากอ่านเรื่องอะไร เม้นกันมาได้เลยนะครับ โดยบางคนอาจจะกำลังตัดสินใจอยู่ว่าจะเลือกโปรแกรมไหนดีน๊าาา ยังไม่เคยลองใช้ บ้างก็กลัวโปรแกรมจะมีปัญหาไหมหลังใช้ไป หรือบริการหลังการขายเป็นยังไงบ้าง โปรแกรมใช้ง่ายมากน้อยแค่ไหน เดี๋ยวเราลองมาจับเข่าคุยกันดูนะครับว่ามีตัวไหนบ้างที่น่าใช้

ต้องออกตัวก่อนเลยนะครับว่าผมไม่ได้รับค่าจ้างใดๆจากโปรแกรมเมอร์ หรือเจ้าของโปรแกรม 555 บทความนี้พูดถึงประสบการณ์การใช้งานจริงของแต่ละโปรแกรมที่เคยลองใช้แล้วมีข้อดีข้อเสียอะไร เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ อาจมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ถ้ามีจุดไหนผิดพลาดต้องขออภัยก่อนเลย เพราะการใช้งานของแต่ละคนต่างกัน ผลลัพธ์ุอาจไม่เหมือนกันในการใช้ก็เป็นได้ ก่อนอื่นต้องบอกเลยนะครับมีหลายโปรแกรมขายมากๆในท้องตลาด ผมไม่เคยใช้หมดทุกตัวนะครับ แต่ลองทั้งเดโมและลองใช้จริงมาหลายตัวจะขอพูดถึงแค่ตัวที่รู้สึกว่าใช้ได้ และไม่ค่อยมีปัญหากวนใจนะครับ ตัวอื่นๆที่ไม่ได้พูดถึงไม่ใช่ไม่ดีนะครับ แต่อาจจะไม่ชอบเป็นการส่วนตัวและบางตัวไม่เคยใช้ก็มีครับ

ก่อนอื่นเรามารู้จักความรู้เบื้องต้นของโปรแกรมขายกันก่อนนะครับ ส่วนใหญ่ นักโปรแกรมเมอร์จะทำโปรแกรม ออกมาใน2 รูปแบบ ก็คือ App base ( Application base) และ Web base (Web-based application)มันต่างกันยังไงเหรอครับ? เอาง่ายๆก็คือ Appbase จะทำมาในรูปแบบโปรแกรม ที่ต้อง install ลงเครื่อง การทำงานจะถูกเก็บข้อมูลลง server ของคอมพิวเตอร์ของเราโดยตรง ไม่ได้อาศัยอินเตอร์เนตในการดึงข้อมูลไปเก็บไว้เหมือน Webbase ซึ่งถ้าเป็น webbaseนั้นโปรแกรมเมอร์จะลงฐานข้อมูลไว้ใน server ของ อินเตอร์เน็ต คล้ายๆ icould ในไอโฟน หรือไม่ก็ โคโร ที่ใช้ปล่อย bit ถ้าคนเคยเล่นนะครับ จะประมาณนั้น คือต้องต่อเน็ต ถึงจะเปิดโปรแกรมได้ และดึงข้อมูลไปเก็บไว้ในเซิฟเวอร์หลักบนพื้นที่ที่เราเช่าเอาไว้ในอินเตอร์เน็ต โดยส่วนใหญ่ต้องเปิด เบราเซอร์ของ internet explorer ขึ้นมา แล้วเข้าไปที่ www. ของโปรแกรมนั้นๆที่ตั้งไว้ ถึงใช้ได้

อันนี้แล้วแต่ว่าโปรแกรมไหนดีไซน์ มายังไงนะครับ แต่ส่วนตัวคิดว่า ใช้แบบ Appbase ค่อนข้างเสถียรกว่า เร็วกว่า เพราะใช้คอมของเรารันโปรแกรม ไม่ต้องยุ่งยากใช้อินเตอร์เนตในการ ซิ้งข้อมูล แต่ข้อเสียก็คือ ถ้าคอมโดนไวรัสหรือคอมพังขึ้นมา ข้อมูลต่างๆจะหายไปหมดเลย ไม่เหมือน webbase ที่เก็บสำรองข้อมูลในเนต ถึงคอมมีปัญหา ข้อมูลก็ยังคงอยู่ๆ และจะไปเปิดใช้โปรแกรมที่ไหนก็ได้ถ้ามีอินเตอร์เนตนี่คือข้อดีของ webbaseแต่การประมวลผลก็อาจจะช้ากว่า และขายไม่ได้ถ้าไม่มีเน็ต (บางโปรแกรมทำออฟไลน์ได้จากwebbase โดยใช้ appbase เข้ามาช่วยเสริม แต่ราคาแพงพอสมควร เคยถามแล้วถึงกับถอยหลังแทบไม่ทันเลยทีเดียว)

ดังนั้นโปรแกรมส่วนใหญ่ที่ผมจะมานำเสนอจะเป็น Appbase นะครับ เพราะราคาไม่สูงมาก และใช้ได้ในกรณีร้านเดี่ยวๆ หรือไม่มีเน็ตก็ไม่มีปัญหาอะไร อ่อ!!! อีกคำนึงที่ต้องรู้คือคำว่า universal search (us) นะครับ คำนี้ หมายความว่า ถ้าเราพิมพ์ชื่อยาลงไป ไม่ว่าจะเป็นพยางค์ไหนในคำนั้น ขอแค่พิมพ์แค่3 ตัวต่อกัน มันก็จะหาเจอ เช่น คำว่า Bisolvon ถ้าเราพิมพ์ Bis หรือ Sol หรือ Von สามตัวไหนก็ได้ มันจะโชวว์ คำว่า Bisolvon ขึ้นมาให้เลือกทันที ไม่ต้องพิมพ์ตรงตัวเป๊ะๆ ก็สามารถหาเจอ us นี้มีประโยชน์มากๆนะครับ เพราะ ในบางครั้งเราจำชื่อยาได้ไม่หมดทุกคำ เราก็ยังสามารถหายาตัวนั้นเจอได้ โดยไม่ต้องพิมพ์ถูกทั้งหมด เพิ่มความสะดวกได้พอสมควรครับ

โปรแกรมแรกที่จะมาแนะนำก็คือ โปรแกรมที่ชื่อว่า Pharcare นะครับ ตัวนี้ น่าจะเป็นตัวที่มีการใช้แพร่หลายพอสมควร หลายๆคนใช้โปรแกรมตัวนี้ในการบริหารจัดการร้านยา ข้อดีของโปรแกรมนี้คือ ใช้ง่ายครับ มี us สามารถ search หาชื่อยาได้ง่ายมากๆ เพราะกดชื่อยาปุ๊ป ยาที่มีชื่อที่เราพิมพ์ไป จะขึ้นมาทั้งหมดในหน้านั้นเลย ไม่ต้องกดเข้าไปหาในหน้าจอใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่ของโปรแกรมขายแล้ว เราจะต้องพิมพ์ชื่อ แล้วกด เอนเตอร์ เข้าไปหน้า search เพื่อหาชื่อยา แต่ตัวนี้ ไม่ต้องเลยครับ พิมพ์ปุ๊ป ชื่อเรียงมาให้ทันที สะดวกและรวดเร็วมากๆ

อันนี้ต้องชมคนพัฒนาโปรแกรมที่ทำให้ใช้ง่ายและขายได้รวดเร็วขึ้นเยอะครับ การลงสต็อคต่างๆ ทั้งล็อตนัมเบอร์ และการรับของเข้าออก นั้นทำได้ค่อนข้างดีมาก มีการเรียงลำดับของยาที่รับของเข้ามาก่อน จะต้องถูกขายออกไปก่อนยาที่รับของเข้ามาทีหลัง ซึ่งมันก็จะสัมพันธุ์กับราคาทุนด้วยครับ เช่น ถ้ายาชนิดเดียวกัน ล็อตแรก ราคาทุน10 บาท ซื้อมา 10 ชิ้น ล็อตที่2 ราคาทุน 8 บาท (คือได้มาในราคาที่ถูกลง) ซื้อมา 5 ชิ้น เมื่อเราของไปยังไม่ถึง10 ชิ้นราคาทุนที่โชว์ในหน้าจอก็จะยังคงเป็น 10บาท แต่เมื่อไหร่ที่ของชิ้นที่11 ถูกขาย ราคาทุนจะขึ้นเป็น 8 บาททันที ซึ่งก็จะช่วยให้กำไรเรานั้นตรงกับของที่ขายไป

นอกเหนือจากข้อดีเหล่านี้แล้ว ข้อดีอีกอย่างคือ ราคาทุนของยาแต่ละตัว จะโชวว์ขึ้นที่หน้อจอขายเลยครับ ซึ่งน้อยโปรแกรมที่จะทำได้ ส่วนใหญ่ต้องกดเข้าไปดูครับ และราคาขายที่ 1-4 ก็ยังแสดงให้เห็นในหน้าจอเดียวอีกด้วย รวมๆแล้ว ทั้งหน้าการขาย การลงสต็อคยา การรับยา บัญชี ขย. พวกนี้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีครับ ข้อเสียจะมีบ้างก็2-3 อย่างครับ คือ ถ้ามีไฟตกบ่อยๆ โปรแกรมจะล็อคไม่ให้เปิดหน้าขายครับ เพราะฉะนั้นก็จะต้องติดต่อผู้ดูแลระบบครับ น่าหงุดหงิดพอสมควร หรือถ้าลงสต็อคเยอะๆในเวลาเดียวกัน ผมจำไม่ได้ว่าเยอะแค่ไหนนะครับ โปรแกรมก็จะล็อคเหมือนกันครับ แต่จะล็อคการประมวลผล คือขายหน้าร้านได้ แต่ประมวลผลรายวันและรายเดือนไม่ได้ ต้องติดต่อผู้ดูแลระบบ ซึ่งข้อเสียของโปรแกรมนี้อีกอย่างคือ ติดต่อผู้ดูแลระบบยากครับ โทรไปไม่ค่อยรับ ต้องโทรหลายครั้งหน่อยถึงจะติดต่อได้ ไม่รู้ตอนนี้ดีขึ้นยัง ต้องลองถามผู้ใช้รายอื่นดูนะครับ แต่ตอนผมใช้หลายคนบ่นครับว่าติดต่อหลายครั้งพอสมควร และบางครั้งต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการดูแลระบบถ้าต้องลงโปรแกรมใหม่ครับ

ถ้าเราต้องใช้โปรแกรมเยอะๆ เช่นร้านส่งอาจจะมีข้อกังวลใจในจุดนี้บ้างเหมือนกัน และโปรแกรมนี้ ไม่สามารถลิ้งสาขาได้นะครับ ทำได้แค่ในระดับนึงแต่ยังเป็นเวอร์ชั่นเก่าอยู่ คือดูยอดเรียลทามของสาขาลูกไม่ได้ เช็คสต็อคสาขาลูกที่เครื่องแม่ไม่ได้ โอนสต็อคจากร้านแม่ไปร้านลูกไม่ได้ ได้แค่ขายอย่างเดียว ผู้พัฒนาบอกว่า ตัวที่สามารถลิ้งระหว่างเครื่องได้จะพัฒนาเสร็จ ในอีก1 ปีข้างหน้า ไม่รู้ตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว ต้องลองสอบถามดูนะครับ ราคาของโปรแกรมนี้ตัวเดี่ยวๆที่ไม่ได้ลิ้งสาขา น่าจะอยู่ช่วง 5-8 พันบาทนะครับ บอกกว้างๆไว้ เพราะช่วงที่ผมใช้มันถูกกว่านี้ครับ แต่ล่าสุดเห็นว่าขึ้นราคาเพิ่ม ต้องลองติดต่อดูใหม่นะครับ โดยรวมๆแล้วถือว่าโอเคนะครับโปรแกรมนี้สำหรับร้านยาเดี่ยวๆ แต่ร้านส่ง หรือร้านที่มีหลายๆสาขา อาจจะต้องพิจรณาดูอีกทีนะครับ ผมพูดกลางๆ ลองชั่งน้ำหนัก ข้อดีข้อเสียแล้วดูว่าเหมาะสมกับร้านเราไหมนะครับ

ยังมีอีกหลายโปรแกรมเลยครับ แต่จะขอต่อในบทความหน้านะครับ วันนี้ขอไปขายยาก่อน แล้วเจอกันบทความถัดไป ยังไงถ้าอ่านแล้วชอบช่วยกดไลค์กับกดแชร์ให้หน่อยนะครับ เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้เขียนและให้เภอีกหลายๆคนได้ประโยชน์เพิ่มมากขึ้นไม่มากก็น้อยนะครับ ขอบคุณครับ

By เภสัชอ้วนลงพุงimage

Share Button

เปิดร้านยาง่ายๆ#6

#จับเข่าคุยเรื่องร้านยา(เปิดร้านยาง่ายๆ) by เภสัชอ้วนลงพุง!!!

ตอนที่ 6: บัญชีรายรับ รายจ่าย กับ ธุรกิจร้านยา

สงสัยไหมครับ ทำไมคนรวยๆบางคนถึงค่อนข้างจะมีระเบียบในการใช้เงินมากๆ พูดง่ายๆก็คือคำว่า “ขี้งก” นั่นแหละ ครับ 555 บางทีเราก็คิดในใจ ว่าถ้าเรารวยแบบเค้า เราจะเอื้อเฟื้อเผื่อแพร่ให้กับคนที่ลำบาก ไม่ก็คนที่กำลังเดือดร้อน จะไม่ขี้งกแบบนั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ชีวิตจริงอาจจะต่างจากมโนในใจของเราครับ คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตหลายๆคน ไม่ได้รวยมาตั้งแต่เกิด คือต้องปากกัดตีนถีบ เคยล้มมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เคยเจอคนโกงมาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง และเคยเดินทางผิดทั้งในแง่ธุรกิจและการดำรงชีวิต

เพราะฉะนั้น คนกลุ่มนี้เมื่อเริ่มมีธุรกิจที่มั่นคง จะกลัวกับการใช้จ่ายเงินมากๆ ไม่ใช่เค้างกหรอกครับ แต่เข็ดหลาบ กับการที่ต้องกลับไปจนเหมือนเดิม หาเช้ากินค่ำแบบเดิม ลำบากแบบเดิม ไม่อยากให้ตัวเอง ครอบครัว และลูกๆต้อง ไปลำบากแบบที่เคยเป็นมา มันเลยเป็นที่มาของคำว่า “เศรษฐีขี้งก” นั่นเอง ถ้าเรารู้ถึงจิตใจลึกๆ และประวัติความลำบากของคนกลุ่มนี้ อาจจะเปลี่ยนทัศนคติ กับคนเหล่านี้ก็เป็นได้

เพราะอย่าลืมนะครับ การที่เค้ามีระเบียบวินัยในการใช้เงินทำให้คนกลุ่มนี้ยังรวยมาอยู่ได้จนถึงปัจจุบัน ไม่เหมือนคนรวยบางกลุ่ม ที่พอทำธุรกิจสำเร็จขึ้นมาก็ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย ซื้อรถหรู บ้านแพงๆ ขาดระเบียบวินัยในการบริหารจัดการเงิน เลยทำให้คนกลุ่มนี้รวยได้ไม่นาน และต้องกลับมาใช้ชีวิตแบบเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ การบริหารจัดการร้านยาก็เหมือนกันครับ ถ้าขาดระเบียบวินัยในการจัดการ ก็จะทำให้ เภสัชหลายๆคน ไม่เห็นเงินกำไรออกมาจากร้านยากันเลยทีเดียว

เคยเจอปัญหาเหล่านี้กันบ้างไหมครับ “ทำร้านยามาเกือบปี ไม่เห็นกำไรเป็นชิ้นเป็นอัน” หรือ “ทำไมต้องหาเงินมาเติมยาในร้านอยู่เรื่อยๆไม่จบไม่สิ้นกันสักที” อ้าว!!! แล้วกำไรไปไหนหมด 555 ผมว่าคนเปิดร้านยา 100คน เจอปัญหาคล้ายๆแบบนี้สัก 90 คนได้ครับ ทำไมนะเหรอครับ ส่วนใหญ่คนที่เปิดร้านยามักจะไม่ค่อยคำนึงถึงเรื่อง บัญชีรายรับรายจ่ายร้าน ไงครับ ต้องบอกว่าน้อยคนมากๆที่จะมานั่งทำบัญชีรายรับรายจ่ายแบบนี้ ก็คงเป็นเพราะว่า มันน่าเบื่อ ต้องมาจดนู่นนี่นั้น แล้วก็อีกอย่างขี้เกียจทำด้วย

นี่แหละครับปัญหาใหญ่ทางด้านความคิดเลย ผมไม่ได้บอกว่าผมคิดถูกนะครับ แต่ถ้าเภสัชที่อยากเปิดร้านยา แล้วไม่อยากเจอปัญหาที่ผมกล่าวมา นี่แหละครับตัวแก้ปัญหาชั้นหนึ่งเลย มีไม่น้อยนะครับที่ขายยาแบบจดมือ อาจจะจดต้นทุนไว้ในสมุด หรือเวลาอยากดูทุนก็ไปเปิดดูในบิล แบบนี้ จะทำให้เราขาดระเบียบวินัยทางด้านการเงินและการจัดการร้านยามากๆครับ ถ้าคุณสามารถ นำราคาทุนของยาทุกตัวในร้าน จดลงในรายการขายยาในแต่ละวันได้ และรวมออกมาเป็นราคาทุน หนึ่งช่องและ กำไร หนึ่งช่องได้ อันนี้ผมนับถือมากๆครับ แต่จะทำได้กี่วัน อันนี้ต้องใช้ความพยายามและอดทนเป็นอย่างมาก หรือจะบอกว่ามหาศาลเลยก็ได้ครับ ไม่เชื่อลองดูได้ครับ ^_^

ถ้าคุณทำบัญชีทุน กำไรแยกไม่ได้แบบนี้ทุกวัน คุณก็ต้องหาเครื่องทุ่นแรงครับ สิ่งนั้นก็คือ “โปรแกรมร้านยา” นั่นเองครับ โปรแกรมเหล่านี้มีหลายแบรน หลายผู้ผลิตให้เลือกครับ เลือกตามความชอบส่วนบุคคลเลย (เดี๋ยววันหลังเราจะมาวิจารย์กันว่า โปรแกรมไหน ใช้แล้วเป็นยังไงกันบ้าง) เพราะแต่ละโปรแกรม ต้องมี การคำนวนกำไร และต้นทุนอยู่แล้ว ใช้คำว่า “ต้องมี” นะครับ เพราะเป็นพื้นฐานของโปรแกรมร้านยาที่ต้องมีอยู่แล้ว

โปรแกรมพวกนี้ดียังไงเหรอครับ ต้องบอกว่า ดีมากๆๆๆๆๆ สำหรับคนที่อยากทำร้านยาอย่างมีระบบ และมีวินัยในการใช้เงินนะครับ เพราะโปรแกรมจะคำนวน ยอดรวมในแต่ละวัน และคำนวน ว่า ยอดขายวันนี้เป็น กำไร กี่บาท เป็นต้นทุนกี่บาท ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถ แยก ทุนและกำไร ออกจากกันได้อย่างชัดเจน เขียนมาถึงตรงนี้ หลายๆคนอาจบอกว่า โอ้ยยย!!! โปรแกรมมันแพง ไหนจะซื้อคอม อีก ลงทุนเยอะ แหมะ!!! จริงๆไม่ต้องถึงขนาดซื้อคอมใหม่ก็ได้ครับ คงปฏิเสธได้ยากนะครับว่าเภสัชทุกคนต้องมีโน๊ตบุ๊คอยู่แล้ว อย่างน้อยๆคนละ1 เครื่อง โน๊ตบุ๊คก็ใช้ได้ครับไม่ต้องซื้อใหม่ก็ได้ บวกกับค่าโปรแกรม 3-8 พัน แล้วแต่การบริการหลังการขาย หรือความสามารถของโปรแกรม ก็คงไม่แพงเกินไป ใช่ไหมครับ?

แต่ถ้าจะให้ดีซื้อใหม่เดี๋ยวนี้ก็ไม่แพงครับ 9พัน ถึงหมื่นนิดๆ ก็ได้แบบโอเคแล้ว แยกการทำงานให้ชัดเจนไปเลยจะได้ไม่มีปัญหาเรื่องไวรัสทีหลัง หรือบางคนก็ซื้อมาหมดแล้วหละครับ แต่!!!! เอามาดูราคาเฉยๆ ถึงจุดนี้คนอ่านบางคนอาจแอบยิ้ม เอ่อว่ะ!!! เรานี่หว่า 555 ยังไม่สายเกินไปนะครับ เริ่มต้นกันใหม่ การใช้โปรแกรมยา ร่วมกับการทำบัญชีรายรับรายจ่ายจะช่วยเราได้ ไม่มากก็น้อย ในการก้าวไปสู่ความสำเร็จของการทำร้านยา

อันดับแรกเลยนะครับ ได้โปรแกรมมาต้องลงราคาทุน ลงไอเทมในร้านทุกตัว ให้เรียบร้อย และในทุกๆวันหลังการขาย ต้องจดบันทึก รายรับ และรายจ่าย และยอดขายรวมในแต่ละวัน แยกกันอย่างชัดเจน ซึ่งถ้าให้ดีนะครับ แยกเล่มที่จดกันเลย บัญชีเล่มนึงทุน บัญชีเล่มนึงกำไร และเงินที่ขายได้มาในแต่ละวันต้องแยกออกจากกันทันทีเลยนะครับ เพื่อความมีวินัยของการจัดการเงินนะครับ ผมแนะนำว่า เปิดบัญชีธนาคารแยกเลย จะยิ่งดีมากๆ ซึ่งถ้าแยกได้แบบนี้ คุณจะมีเงินกำไร 1 บัญชี ทุน1 บัญชี ซึ่งจะจัดการยังไงกับเงินเหล่านี้เหรอครับ ผมขอแยกเป็นแต่ละบัญชีนะครับ

สำหรับบัญชีทุน บัญชีนี้ ห้ามนำไปใช้อย่างอื่นเลยครับ ยกเว้นซื้อยาเข้าร้าน ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นบัญชีทุน อย่าเอาไปใช้จ่ายนอกระบบ ให้ใช้หมุนเวียนซื้อยาในแต่ละวัน ถ้าคุณมีทุนเยอะหน่อยหรือเงินหมุนในระบบเยอะหน่อย อาจจะซื้อยาไม่บ่อย อาทิตย์ ละ1-2 ครั้งแล้วแต่ว่าขายดีมากน้อยแค่ไหนด้วยนะครับ แต่ถ้าทุนน้อยหน่อย ก็อาจจะซื้อบ่อยหน่อย อาทิตย์นึง 3-4 ครั้ง ก็ว่ากันไป แบบนี้ยาในร้านของเราจะไม่หนีหายไปไหนแน่นอน ถ้าเราแยกทุนออกมาอย่างชัดเจนแบบนี้ ตัดปัญหา ทำไมยาหายเงินหด ไปได้เลย แถมยังเช็คของหายได้อีกด้วย

ส่วนอีกบัญชีก็คือบัญชีกำไร ส่วนใหญ่ร้านยาที่เปิดใหม่ กำไรอาจจะยังไม่ได้เยอะอะไรมาก ผมตีให้อยู่ใน rangeที่กว้างๆนะครับ คือ 2-8 หมื่น ส่วนนี้สำคัญมากๆ เพราะจะมีกำไรเหลือ หรือไม่เหลือขึ้นกับส่วนนี่แหละครับ อันดับแรก เงินที่กินอยู่ ค่าข้าว ค่ากินน้ำ ค่าน้ำ ค่าไฟ ต่างๆนาๆ ต้องจดให้หมดนะครับ เพราะเป็นรายจ่าย ซึ่งเราจะใช้เงินกำไรก้อนนี้ จ่ายค่าใช้จ่ายที่จำเป็นเหล่านี้ โดยแต่ละคนก็จะมีค่าใช้จ่ายต่างๆกันไปตามความจำเป็นส่วนบุคคล ซึ่งหลักๆ ก็จะมีค่าเช่าร้าน ค่ากินอยู่ ค่าน้ำไฟ ค่าจ้างเภหรือผุ้ช่วยเภสัข(ถ้ามี) ค่าอินเตอร์เน็ต ค่ารถ(ถ้ามี) ค่าบ้าน(ถ้ามี) และเล็กๆน้อยๆ อีกหลายค่า

ซึ่งพอเราจัดการบัญชีได้ตามนี้ เราจะรู้แล้วครับ ว่า ในแต่ละวัน เราใช้เงินเกินจากที่ขายยาไปไหม ซึ่งถ้าแยกเงินแบบนี้ คุณจะไม่มีสิทธิใช้เงินเกินเลย เพราะเงินทุน มันจะอยู่ในธ.อีกบัญชี จะช่วยให้คุณไม่ดึงทุนมาใช้ ของก็จะไม่หายกำไรก็จะไม่หด หลังจากที่ทำบัญชีรายจ่ายแล้ว ณ สิ้นเดือน ถ้ามีส่วนไหนที่ไม่จำเป็น หรือ ส่วนไหนที่สามรถลดค่าใช้จ่ายลงได้ เผื่อให้กำไรเพิ่ม ก็เอามาปรับใช้กับเดือนถัดๆไป อย่าใช้เงินจนเกินตัว ซึ่งปกติ การแบ่งเงินกำไรเป็นส่วนๆจะมีประโยชน์มากๆ เงินกำไร100% ที่ได้มา ประมาณ 60-70% ของกำไร ควรจะใช้จ่ายในส่วนของค่าใช้จ่ายหลักที่กล่าวมาข้างต้น และ อีก 10-20% ควรจะเป็นเงินเก็บ เผื่อเอาไว้ขยายสาขา หรือมีความจำเป็นต้องใช้ยามฉุกเฉิน

และ10% ที่เหลือ ควรเก็บเข้าทุน เพื่อให้ร้านมี ไอเทมยาใหม่ๆ และสามารถเพิ่มสต็อคได้แบบมีระบบ ไม่ใช่เพิ่มไปเรื่อยๆแบบไม่มีระบบ ถ้าทำแบบนั้น คุณจะไม่รู้เลยว่ากำไรกับทุน มันถึงจุดคุ้มทุนของคุณแล้วยัง เพราะมันจะมั่วกันไปหมด ไม่รู้ว่าทุนลงไปเท่าไหร่แล้ว กำไรเข้าไปอยู่ในทุนกี่บาทแล้ว ฟังแบบนี้แล้วบางคนอาจจะคิดว่าพูดง่าย แต่ทำยากนะพี่!!! ไม่ยากหรอกครับ ไม่เกินความสามารถของเภสัชหน้าตาดีแบบเราแน่ๆ เพราะถ้าทำได้ คุณจะมีเงินเหลือ เอาไปลงทุนต่อ หรือสามารถขยายร้าน ขยายสาขาเพิ่มขึ้นไปอีก กำไรก็ยิ่งมากขึ้นไปเรื่อยๆ เฮงๆ รวยๆ ไปอีกครับ การทำบัญชีรายรับรายจ่าย มีความสำคัญมากถึงมากที่สุด

ถ้ายังไง ถ้ายังไม่ทำ เริ่มกันเลยนะครับ เหนื่อยหน่อย แต่ช่วยได้เยอะมากๆครับ เกร็ดความรู้เล็กๆน้อยเหล่านี้บางคนอาจจะรู้แล้วแต่ยังไม่ได้ทำ บางคนอาจจะไม่รู้มาก่อน เอาไว้เป็นเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆ เผื่อจะช่วยได้ไม่มากก็น้อยนะครับ

ยังไงมีข้อติชมยังไง เม้นท์กันมาได้เลยนะครับยินดีรับฟังความคิดเห็นทุกๆคอมเม้น วันนี้พอแค่นี้ก่อน บทความต่อๆไปจะเจาะลึกเรื่องร้านยาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไว้เจอกันครับ ถ้าชอบช่วยกดไลค์และแชร์ให้หน่อยนะครับ จะได้เป็นประโยชน์กับเภอีกหลายๆคน ขอบคุณครับ

By เภสัชอ้วนลงพุงimage

Share Button

เปิดร้านยาง่ายๆ#

#จับเข่าคุยเรื่องร้านยา(เปิดร้านยาง่ายๆ) by เภสัชอ้วนลงพุง!!!
ตอนที่ 5: ว่ากันด้วยเรื่องเวลา เปิดปิดร้าน
                หลายคนอาจจะกำลังคิดว่า จะทำยังไงดีน๊าาา!!! ให้ร้านยาขายดีขึ้น หรือจะเปิดร้านตอนไหนดี ให้เหมาะกับทำเลที่ตั้งร้าน จริงๆแล้วมีหลายปัจจัยมากๆครับ ถ้าจะมาคุยเรื่องเวลาในการเปิดปิดร้านยา
อันดับแรก ต้องคำนึงถึงทำเลเป็นหลักเลยครับ ถ้าร้านยาตั้งบริเวณใกล้ๆกับตลาด เราก็ต้องมาดูวิถีชีวิต ชาวตลาดกันนิดนึง ส่วนใหญ่ถ้าเป็นตลาดเช้า แม่ค้าพ่อค้าจะมากันเช้ามากๆๆๆครับ ตี 3 ก็มากันแล้ว บางคนอ่านแล้วอาจจะอุทานขึ้นว่า อิบอายแล้ว ต้องตื่นตีสามมาเปิดร้านเลยเหรอ 555 อาจจะไม่ขนาดนั้นครับ แต่ถ้า ตลาดตรงนั้นมันมีตลาดเช้าอย่างเดียว ก็ควรเปิดอย่างน้อยสัก ตี5 ครับ แม่ค้ายังไม่กลับกัน แต่ถ้าเปิดหลัง 7โมงเช้านี่ลูกค้าอาจจะหายไปหลายรายแล้ว แล้วค่อยไปลดเวลาปิดร้านให้เร็วขึ้นเอาแล้วกันครับ แต่ถ้าเป็นตลาดที่มีทั้งวัน ก็อาจจะไม่ซีเรียสมากครับ เปิดเวลาทั่วไปได้เลย 8.00-18.00 น. หรือถ้าขยันหน่อย ก็ 7.00 น. เปิด จะดีมากๆเพราะ คนมาตลาดมักจะมากันเช้าครับ เย็นๆ ก็หลัง6 โมงก็เริ่มซา กลับบ้านไปทำกับข้าวกับปลากันหมดแล้ว
                แล้วถ้าร้านอยู่แถวๆสถานศึกษา โต้รุ่ง ไม่ก็ สถานที่เที่ยวกลางคืนหล่ะ ไม่ต้องแปลกใจที่จับกลุ่มนี้มาอยู่ด้วยกันครับ เพราะส่วนใหญ่ร้านเหล่านี้จะขายดีตอนกลางคืน ยอดขายส่วนใหญ่มาอยู่หลัง 6โมงเย็นเป็นต้นไปครับ ร้านแถวโต้รุ่ง บางร้านเปิดถึงเช้าก็มีครับ บางร้านปิดตามโต้รุ่ง ประมาณ ตี2 ก็มี แล้วแต่ทำเลและความขยันเลย เวลาเปิดก็อาจจะ บ่ายสาม บ่ายสี่โมงเป็นต้นไป และส่วนใหญ่ นศ. ก็ชอบออกมาซื้อยากลางคืนกันครับ หลังเลิกเรียนพอดี เป็นเวลาที่ตอนเราเรียนก็ชอบออกมาทำนู่นนี่นั้น จนเที่ยงคืน ก็ถือว่ายังไม่ดึกไปสำหรับวัยสะรุ่นอย่างเราๆ 555
               อ้าว แล้วร้านทั่วๆไป ที่อาจจะไม่ได้อยู่ตามตลาด โต้รุ่ง แล้วอยู่ตามหมู่บ้าน หรือแหล่งชุมชนต่างๆหล่ะ เปิดเวลาไหนดี ก็ถ้าไหวนะครับ 7.00 น. นี่เป็นเวลาที่ค่อนข้างโอเคมาก เพราะคนวัยทำงานเริ่มออกมาทำงาน ถ้าต้องทำงานดึกก็จะซื้อยาไว้ก่อน ขากลับจะได้ไม่ต้องซื้อ  เวลาปิดก็อาจจะ 18.00-19.00 น.  12 ชม. เลยเหรอ!!! ต้องตอบว่า ครับ!!!
สำหรับเภสัชที่พึ่งเริ่มทำร้านยา อาจจะต้องปรับทัศนคติกันหน่อยนะครับ อย่าคิดว่าร้านยาเหมือนติดคุก หรือไม่มีอิสรภาพในการไปไหนมาไหน เพราะถ้าคิดแบบนั้นคงไม่เหมาะกับการมาเปิดร้านยาสักเท่าไหร่ เพราะร้านยาจริงๆแล้ว มีอิสระมากๆนะครับ คุณไม่ต้องถูกใครสั่ง ไม่ต้องถูกใครว่า อยากปิดร้านไปไหนก็ได้(ถ้ามีเภพาร์ทไทม์มาแทนจะดีมาก) และระหว่างวันอยากจะดูซีรี่กี่เรื่อง ก็ไม่มีใครว่า โอ้ยยย!!! แค่คิดก็สุขสำราญแล้วครับ
ถ้าคิดในแง่ดีเข้าไว้ ช่วงแรกๆอาจจะต้องเหนื่อยหน่อยหล่ะครับ ถ้าอยากรวยเร็วๆ เพราะยิ่งเปิดนาน คนไข้ก็ยิ่งมีโอกาศเข้าร้านมากขึ้น ไว้อายุเยอะๆสัก 40 ปี แล้วอยากจ้างพาร์ทไทม์มาทำแทน สัก2 วันต่ออาทิตย์ ตอนนั้นก็คงสบายๆ ไม่มีภาระอะไรให้ต้องกังวล เอาเงินมาจ้างเภพาร์ทไทม์ได้ไม่ยากเย็น แน่นอนครับ ผมฟันธง
เหนื่อยตอนยังหนุ่มมีแรงที่จะสู้ ดีกว่าไปสู้ตอนที่แก่ ตอนนั้นอาจจะไม่มีแรงให้สู้แล้วนะครับ
                   พูดถึงเวลาเปิดปิด นี่สำคัญมากๆเลยนะครับ ถ้าเปิดปิดผิดช่วง อาจจะเสียหายถึงขนาดขาดทุนกันเลยทีเดียว บางร้านอยู่ติดกับโรงงาน ต้องไปสืบมานะครับ โรงงานมีกี่กะ กะไหนคนเยอะ ทำโอทีกี่ครั้งต่อวัน วันหยุดวันไหน จะได้บริหารเวลาเปิดปิดร้านถูก ไม่งั้นแย่แน่ๆ ถ้าไปเปิดในช่วงที่คนงานกำลังทำงาน แล้วไปปิดก่อนเค้าจะเลิกงานกัน อันนี้ก็เศร้าเลยครับยอดหายแน่นอน
และอีกอย่าง เมื่อเรารู้เวลาเปิดปิดที่แน่นอน อย่าลืมนะครับ ใช้สติ๊กเกอร์ ติดไว้ที่ป้ายหน้าร้าน ไม่ก็ ใช้สีเขียนหน้าประตูเหล็กเลยได้จะดีมากครับ พร้อมเบอร์โทรร้านที่ติดต่อได้ แนะนำว่าควรเป็นเบอร์ร้านนะครับ บางทีเบอร์ส่วนตัวอาจจะไม่ค่อยเหมาะ เผื่อช่วงเราพักผ่อน อาจจะปิดเบอร์ร้านไป จะได้พักผ่อนได้เต็มที่ เพราะเคยมีแบบว่า โทรมา ตี2 ถามเรื่องยาคุม ว่ากินยังไงก็มี โทรมาตี5 ถามว่าร้านเปิดกี่โมงก็มี
เพราะฉะนั้น เอาเบอร์ร้านแยกเลยดีที่สุดครับ และเขียนเวลาเปิดปิดติดไว้เลย จะทำให้คนไข้ ไม่มา แล้วรอเก้อ หรือหงุดหงิด แล้วเปลี่ยนร้านซื้อ เพราะคนเราส่วนใหญ่ ถ้าเห็นเวลาที่ติดไว้จะ มาใหม่ในเวลาที่เราบอก(ในกรณีลูกค้าประจำ) แต่ถ้าไม่ติดไว้ ลูกค้าบางคนไม่จำนะครับ ว่าเราเปิดปิดกี่โมง บางที่มาไม่เจอเราสัก2-3 ครั้ง งอล เปลี่ยนร้านซื้อก็มี
เพราะฉะนั้น ดูทำเลดีๆครับ สืบมาก่อนว่าลูกค้าแถวนั้นมีวิถีชีวิตยังไง ทำงานอะไร แล้วติดป้ายแสดงเวลาเปิดปิดสะ แล้วร้านคุณจะขายดียิ่งๆขึ้นไปครับ
                     By เภสัชอ้วนลงพุง!!!
image
Share Button

เปิดร้านยาง่ายๆ#4

image

จับเข่าคุยเรื่องร้านยา (เปิดร้านยาง่ายๆ) by เภสัชอ้วนลงพุง!!!
ตอนที่ 4: ปรับตัวยังไงเมื่อฤดูกาลเปลี่ยนไป
           เภสัชน้อยใหญ่หลายคนอาจจะมึนงง กับยอดขายที่ขึ้นๆลงๆ ตลอดทั้งปีนะครับ อันนี้ถ้าเป็นร้านที่ขายยามาสักพักใหญ่ๆ ก็จะรู้ดีว่าร้านยาเนี่ย มันเป็น Seasonal ก็คือ ยอดขายขึ้นลงตามฤดูกาล ซึ่งฤดูกาลในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงเฉพาะ ฤดูร้อน หนาว ฝน นะครับ มันมีมากกว่านั้นสำหรับร้านยา
           อันดับแรกเราต้องรู้ก่อนนะครับว่าปกติถ้าเป็นร้านยาทั่วๆไป ไม่เอาแบบที่ว่า เก่าแก่สุดๆ ลูกค้าเยอะมากๆ ฤดูกาลไม่สามารถทำอะไรร้านเหล่านี้ได้นะครับ ทั่วไป ฤดูที่เป็นฤดูกาลที่สาหัสสากันที่สุดของร้านยาก็คงไม่พ้นหน้าาร้อน หรือฤดูร้อนนั่นเองครับ ช่วงนี้ส่วนใหญ่จะกินเวลาประมาณ 3-4 เริ่มจากเดือน เมษายน เลยครับ ไล่มาจนถึงประมาณ กรกฎาคม 4 เดือนนี้ คนไข้ที่เป็นหวัด คัดจมูก ไอ จาม มีไข้ ตัวร้อน จะลดลงอย่าง significant จากยอดที่เคยพุ่งๆ อาจจะเหงื่อแตกกันก็ช่วงนี้แหละครับ ถามผู้แทนยาดูได้ ยอดช่วงเมษายน นี่แหละ ทั้งวันหยุดยาว ทั้งคนเก็บตังไปเที่ยวสงกรานต์ โอ้วววว ปิดได้นี่ยาตัวนั้นต้องขายดีมากๆครับ
แต่ก็ยังพอจะมีตัวช่วยนะครับ เพราะถึงแม้คนไข้หวัด จะน้อยลง แต่คนไข้ท้องเสีย จากอาหารเป็นพิษ ก็จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน เพราะเมื่ออากาศร้อนอาหารก็จะเสียกันง่ายขึ้น คนกินก็จะโดนผลพวงไปด้วย ยากลุ่มฆ่าเชื้อ ดูดซับสารพิษ เกลือแร่ แก้คลื่นไส้อาเจียน ก็จะขายดีขึ้น ถึงเวลานี้ อาจจะต้องระวังเรื่องการสั่งยานิดนึงนะครับ เพราะถ้าสั่งเพลินๆ เผลอไปสต็อคยา ลดน้ำมูก แก้ไอ ช่วงปลายเดือนมีนา แล้วจะยุ่งเอาเข้านะครับ
เพราะพอถึงเมษาปุ๊ป ยากลุ่มนี้ค่อนข้างแน่นอนเลยว่ายอดจะลดลงอย่างชัดเจน ไม่ออกดีเหมือนกับช่วงต้นปีแน่นอน  อาจจะต้องหันไปสต็อคยากลุ่มติดเชื้อทางเดินอาหารแทน ยังไงระวังเรื่องการสั่งยานิดนึง ในช่วงนี้ของทุกๆปีนะคับ เพราะหลายๆคนบ่นอุบกันช่วงนี้กันทุกปี อ่อ!!! อย่าลืมนะครับ ช่วงเปิดเทอมใหญ่ เดือน พ.ค ก็อยู่ในหน้าร้อนนะครับ พ่อแม่เก็บตัง ซื้อเสื้อผ้าให้เด็กๆ ช่วงนี้ก็จะดร็อปลงไปจากเดิมอีกครับ เรียกว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดกันเลยทีเดียว
               หลังจากร้อนกันมาหลายเดือน พอเริ่มเข้าเดือน สิงหาคม สิ่งที่ตามมาก็คือ เม็ดฝนนั้นเองครับ ยอดขายเดือนนี้ก็จะเพิ่มขึ้นมาหน่อยจากการที่จะมีโรคต่างๆเหล่านี้เพิ่มขึ้นมา เช่น โรคที่มาจากไวรัสต่าง หวัด มือเท้าปาก ไข้เลือดออก ไข้ฉี่หนู น้ำกัดเท้า และที่มาเยอะแบบสุดๆและควรสต็อคยาไว้คือ ยากลุ่มโรคตาแดงติดเชื้อ อาการแพ้คันที่ตา พวกนี้ มาเต็มครับ สต็อคยากลุ่มนี้ให้ดีๆ เพราะจะขาดบ่อยมาก เดี๋ยวไม่มียาขายแล้วจะหาว่าไม่เตือนนะจ๊ะ
ถ้าเทียบแล้วฤดูฝนจะขายดีกว่าฤดูร้อนนะครับ แต่เสียตรงที่ฝนตก คนไข้ออกมาซื้อยาลำบากนี่แหละครับ อาจจะยอดขึ้นๆลงๆ ระหว่างเดือน ไม่ต้องตกใจครับ เพราะโดยรวมแล้ว ทั้งเดือนจะขายได้ไม่ขี้เหร่เลยครับ วันไหนฝนตก ให้ระลึกไว้เลยครับ พักผ่อนสำหรับวันพรุ่งนี้แล้วกัน เพราะยอดจะหายหวบเลย แต่พอวันฝนไม่ตก คนไข้จะเต็มร้าน แบบไม่ทันได้หายใจเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นคิดในแง่ดีเข้าไว้ครับ พักผ่อนสำหรับวันถัดไป 555
               ในที่สุดก็มาถึงช่วงเวลาที่เภสัชกรอย่างเราๆ รัก และยิ้มหวานที่สุด นั่นก็คือฤดูหนาวนั่นเอง ฤดูนี้จัดเต็มครับ มาหมด ทั้งไข้หวัดเล็ก หวัดใหญ่ ไอ จาม น้ำมูกไหล เริม งูสวัด อีสุกอีใส มาแบบจัดเต็ม แถมฝนไม่ตกให้ลำคาญหัวใจ คนไข้ออกจากบ้านได้ตามสะดวกไม่ต้องกลัวฝน คราวนี้ยอดขายกระฉูดเลยครับ ช่วงนี้อาจจะต้องเตรียมร่างกาย จิตใจ และเงินในการสต็อคยานิดนึง ถ้าเงินหมุนน้อยก็ต้องไปซื้อยาบ่อยหน่อย เงินหมุนเยอะก็สต็อคเยอะหน่อย จะได้เพียงพอกับยอดขายที่เพิ่มขึ้นมากที่สุดในช่วงนี้ของทุกๆปีครับ ส่วนใหญ่ กินเวลาตั้งแต่เดือน พฤษจิกายน จนถึง กุมภาพันธ์ ไม่ก็ มีนาคม แล้วแต่ปีเลยทีเดียว
             อย่างที่บอกไปตั้งแต่ทีแรกนะครับ ไม่ได้มีแค่ฤดูกาลตามที่เราคิดสำหรับร้านยา มันยังสามรถแยกได้ ตามสถานที่ตั้งของร้านนั้นๆด้วย เช่น ถ้าร้านยาอยู่ระแวกสถานศึกษา ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน มหาวิทยาลัย เทคนิก เทคโน ราชมงคล วิทยาลัย ต่างๆก็ว่ากันไป อันนี้ ฤดูการของร้านเหล่านี้จะขึ้นกับการเปิด ปิดเทอมของน้องๆ นศ. นักเรียน สะมากกว่าฤดูกาลร้อน ฝน หนาว แบบร้านทั่วๆไปนะครับ
ส่วนใหญ่ร้านเหล่านี้จะมีช่วงยอดหาย อยู่สองช่วง คือช่วงปิดเทอมใหญ่ และปิดเทอมเล็กครับ ประมาณ มีนาคม-พ.ค. และ ต.ค. เต็มๆ 1 เดือนอีกช่วง  รร.มัธยมกับ มหาวิทยาลัยเวลาอาจคลาดเคลื่อนกันนิดหน่อยนะครับ แล้วแต่สถาบัน ซึ่ง ก็ต้องปรับตัวกันพอสมควร ช่วงไหน เด็กเปิดเทอม ก็จะขายดีมากๆ ช่วงไหนปิดเทอม อาจจะต้องหาโปรโมชั่นต่างๆมาช่วยเพิ่มยอดขาย ดึงคนไข้ที่เป็นคนทำงานประจำมาเพิ่มยอดขายในช่วงปิดเทอมให้ได้ ไม่งั้น ช่วงปิดเทอมนี้จะหนักหน่อยสำหรับร้านใกล้ๆสถาบันเหล่านี้ครับ
             หรือแม้แต่ร้านที่อยู่ในแหล่งท่องเที่ยวครับ เช่นตามชายหาด น้ำตก หรือ สถานที่โบราณต่างๆ ร้านเหล่านี้ ต้องบอกว่า ฤดูร้อน อาจจะเป็น high season เลยก็ว่าได้ เพราะ นักท่องเที่ยวมักจะเดินทางมาเที่ยวในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นชาวต่างชาติ หรือ เด็กๆที่ปิดเทอม พ่อแม่ผู้ปกครองพามาเที่ยว ก็จะมาช่วงนี้แหละครับ เพราะฉะนั้น ถ้าอยู่แหล่งท่องเที่ยว อาจจะลูบปากหวานหมูกันเลยทีเดียวสำหรับน่าร้อน
              ไม่เพียงเท่านี้นะครับ ถ้าร้านไหนอยู่แถวๆชนบทหน่อย ไม่ก็ชานเมืองที่มาการทำเกษตรกรรม หรือชาวไร่ ชาวนา อาจจะเจอฤดูกาลที่แปลกกว่าร้านอื่นๆหน่อย เรียกว่าฤดูกาล ดำนาเกี่ยวข้าวครับ 555 ถ้าร้านในเมืองอาจไม่กระทบเท่าไหร่ครับ แต่ถ้าอยู่ตามอำเภอนอกๆหน่อยต้องรู้ไว้ครับ
ช่วงของการทำนาจะแบ่งออกเป็น 4 ช่วงครับ คือ ช่วงดำนาและหว่านข้าว ช่วงเกี่ยวข้าว ช่วงตีข้าว และช่วงเอาข้าวเข้ายุ้งฉาง ซึ่ง ช่วงดำนาจะอยู่ ที่เดือน 5-6 และ หว่านข้าวจะอยู่ที่ เดือน 7-8 แล้วแต่ปริมาณน้ำฝน (เรากำลังพูดถึงนาปีนะครับ ถ้านาปรังทำได้ทั้งปี เพราะพันธุ์ข้าวที่ใช้จะไม่ค่อยไวต่อช่วงแสงเลยทำได้ตลอดทั้งปี) หลังจากหว่านไปแล้วผ่านไป 3 เดือน ข้าวก็จะตั้งท้องและสามารถเก็บเกี่ยวได้ ก็ประมาณเดือน 9-11
เพราะฉะนั้น ช่วง แรกๆของการดำนา เกี่ยวข้าว ร้านที่อยู่นอกๆหน่อยอาจจะยอดหายไปบ้าง เพราะชาวนาต้องเก็บเงินไปจ้างรถไถ ไม่ก็เตรียมจ้างคนหว่านข้าวช่วย ก็อาจจะต้องลดยาบำรุงร่างกาย ยาอะไรไม่สำคัญก็จะงดการซื้อไว้ก่อน แต่อาจจะได้ยอดจากยาแก้ปวดกล้ามเนื้อมาชดเชยนิดหน่อย แต่คงไม่เยอะเท่ายากษัยเส้น ยากำลังช้างสาร หรือ เถาเอนอ่อน ที่คนกลุ่มนี้มักซื้อบำรุงร่างกายเป็นประจำ แต่ ยอดขายจะมาจัดเต็มหลังจาก เกี่ยวข้าวเสร็จ และเอาข้าวเข้ายุ้งฉางเรียบร้อยแล้ว เริ่มตั้งแต่ ธันวาคมจนถึง มีนาคมเลยครับ ช่วงนี้ชาวนาอู้ฟู่มาก ขายข้าวได้ บำรุงร่างกายเต็มที่ เราก็รอรับทรัพย์กันเลยทีเดียว
                บทความนี้เขียนยาวมากๆๆๆ บางคนอาจจะรู้แล้วบางคนอาจจะยังไม่รู้ เผื่อไว้เป็นข้อมูลสำหรับการปรับตัวของร้านยาในแต่ละฤดูกาลนะครับ บางคนอาจกำลังคิดจะขยับขยาย ก็ลองดูดีๆครับ ว่าร้านที่เราจะไปเปิด อยู่บริเวณไหนมีปัจจัยอะไร มาเกี่ยวข้องบ้าง คิดดีๆ วางแผนดีๆนะครับ เพราะแต่ละปัจจัย ส่งผลต่อยอดขายไม่มากก็น้อย ความรู้พื้นฐานนี้จะช่วยให้พี่ๆน้องๆเภสัชได้ใช้ในการเริ่มต้นร้านหรือแม้แต่ปรับตัวกับฤดูกาลที่เปลี่ยนไป ซึ่งร้านยาของเราก็จะต้องอยู่ให้ได้และจะต้องเปิดต่อไปอีกนานแสนนาน
เป็นกำลังใจให้ทุกๆคนนะครับ อ่านแล้วชอบไม่ชอบยังไง ติชมได้นะครับ ยินดีรับฟังและนำไปปรับปรุง เจอกันบทความหน้า ขอบคุณที่ติดตามครับผม
                   By เภสัชอ้วนลงพุง!!!
Share Button

เปิดร้านยาง่ายๆ#3/4

#เปิดร้านยาง่ายๆ by เภสัชอ้วนลงพุง!!!

ตอนที่3/4 : ได้เงินมาแล้วทำยังไง จะเริ่มต้นกับอะไรดีล่ะ

สวัสดีครับพี่ๆน้องๆที่ติดตามฟาร์มอันเดอร์กราวด์ ทุกท่าน ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยรักษาเนื้อรักษาตัวกันด้วยนะครับ เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวแดดออก ทำให้เราไม่สบายกันง่ายๆเลยทีเดียว ผมเองก็แทบจะเอาตัวไม่รอด พึ่งหายไข้ ได้มาเขียนบทความต่อเนี่ยแหละครับ เรามาพูดกันต่อเรื่องแบ่งสัดส่วนการลงทุนของเงินเป็นส่วนๆนะครับ

จากตอนที่แล้วๆมา เราแบ่งสัดส่วนได้ดังนี้นะครับ

1.ค่าเช่าสถานที่และค่ามัดจำสถานที่ ประมาณ 6 หมื่นบาท อันนี้กันเอาไว้เลยนะครับ เราก็จะเหลือเงินอีก 4 แสนกว่าบาทในการจัดการอย่างอื่นต่อครับ

2.ค่าตู้ยาหรือชั้นวางยา ผมตีให้ประมาณ 1.2 แสนนะครับ ตอนนี้ เราก็จะเหลือเงิน ให้ลงทุนอีกประมาณ 3.2 แสนนะครับ

3.ป้ายไฟ ประมาณ 3 หมื่นบาทถ้วน

4.เหลือเงินให้ใช้อีก ประมาณ 2.9 แสน ส่วนนี้แหละครับที่สำคัญที่สุด มากกว่าทุกๆส่วนที่กล่าวมา นั้นก็คือ ซื้อยานั่นเองครับ ปกติถ้าร้านยาไม่ใหญ่มาก เช่น ห้องประมาณ 4×4 เมตร ลงยาประมาณ 2-2.5 แสน ก็ค่อนข้างโอเค และดูยาเต็มร้านแล้วครับ ซึ่งจุดสำคัญคือการต้องดูว่าเราจะเอายาอะไรมาลงบ้าง ส่วนใหญ่คนที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำร้านยามาก่อน จุดนี้จะยากที่สุด เพราะไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงเริ่มตรงไหน ถ้ามีคนรู้จัก ให้ลิสต์รายการยามาก็อาจจะพอสั่งได้แบบมีประสิทธิภาพนิดนึง แต่ถ้าไม่มี ส่วนใหญ่ก็ต้องอาศัยยี่ปั้ว ให้จัดยามาให้ตามจำนวนเงินที่เรามี คราวนี้แหละครับ

บางคนจะเจอปัญหาการ “ยัดยา” มา 555 โทษยี่ปั้วไม่ได้หรอกครับ อันนี้แล้วแต่เจ้า เพราะเราจะได้ยาที่อาจจะขายยากหน่อยปนๆมา หรือ ยาออกช้าแต่จัดมาเป็นโหลๆเลย อันนี้ต้องใช้ประสบการณ์ในการขายยามาสักระยะถึงจะพอรู้ว่าตัวไหนควรเอา ตัวไหนไม่ควรเอาครับ ถ้าให้ดี บอกยี่ปั้วเลยก็ได้ครับ ว่าขอ ไอเทมละไม่เกิน 6 ชิ้น เพราะไม่งั้น โดนมา 1-2 โหล ต่อไอเทม ในตัวที่ขายยากๆ อาจจะหน้าหมืด ปล่อยไม่ทัน ยาค้างสต็อคและหมด อายุก็เป็นได้ แต่ถ้าใครโชคดีมีคนรู้จักลิสต์ไอเทมยามาให้ ก็ดีหน่อยครับ เงินจะไม่จมกับยาที่ไม่ค่อยได้ขายมากจนเกินไป ถ้าจะให้บอกว่าซื้อยาตัวไหนมากน้อยแค่ไหน เขียนอีก1 อาทิตย์ก็คงเขียนไม่หมด เอาเป็นว่า

อันดับแรก ถามผู้รู้ หรือคนที่เคยเปิดมาแล้วจะดีที่สุดนะครับ ว่ายาประเภทไหนจัดเท่าไหร่ และอันดับที่สองคือ แจ้งยี่ปั้วที่จัดยาให้ ว่าขอไอเทมละไม่เกิน 3-6 ชิ้นนะครับ จะได้ไม่โดนยัดยา หรืออาจคุยกันก่อนซื้อว่า ถ้าตัวไหนไม่ต้องการขอเปลี่ยนใน 3 วันได้ไหม อันนี้ส่วนใหญ่ ร้านยี่ปั้วจะให้เปลี่ยนนะครับ คุยก่อนซื้อ ซึ่ง ปกติ ถ้ายาลงสัก 2.5 แสน จะค่อนข้างได้ยาเยอะพอสมควร ตอนนี้เราก็จะเหลือเงิน อีก 4 หมื่นนะครับ หรือถ้าบางคนบอกว่า เงิน1 แสนก็ซื้อยาได้นะ ครับ อันนี้ไม่เถียง แต่รับรองว่าได้ยาไม่ครบตามที่คนไข้จะมาเรียกหาแน่นอนครับ

ยาประมาน2 แสนเนี่ย ต้องบอกว่าค่อนข้างจะได้ยาส่วนใหญ่ที่คนไข้ต้องการอยู่ในร้านของเรา ย้ำนะครับว่าส่วนใหญ่ ถ้าให้มีหมดที่ลูกค้าต้องการ คงเป็นไปไม่ได้ เพราะขนาดร้านใหญ่ๆก็ยังมีไม่ครบเลยครับ อย่าหวังว่าจะมีหมดทุกไอเทม เอาตัวพื้นฐานที่คนเรียกหา และยาจัดที่จำเป็น ก็ถือว่าโอเคแล้วครับ แล้วค่อยมาเพิ่มเอาหลังจากขายไปได้สักระยะ มีประสบการณ์มากขึ้นก็ได้ครับ

5.เงิน4 หมื่นที่เหลือ ไว้ทำอะไรเหรอครับ ก็ต้องบอกว่าจิปาถะเลยครับ เพราะจะมีอีกหลายๆค่าใช้จ่ายให้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าติดหลอดไฟเพิ่ม ซึ่งร้านยาควรจะติดให้สว่างมากๆนะครับ ถ้าให้ดี เอาแบบ หน้าร้านสว่าง ในร้านสว่าง เต๊ะตาแบบสุดๆไปเลย จะเยี่ยมมากครับ อย่าขี้เหนียวไฟ ถ้าอยากจะขายดีนะครับ และอุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องชั่งน้ำหนัก ที่วัดส่วนสูง เครื่องวัดความดัน เครื่องวัดระดับน้ำตาลในเลือด เครื่องเป่าปอด(ตรวจคนไข้หอบหืดหรือสูบบุหรี่) สายวัดรอบเอว(ไว้ตรวจโรคอ้วนลงพุง) ปรอทวัดอุณหภูมิ เครื่องดับเพลิง แอร์ และม่านบังยาอันตราย(ตามมาตรฐานGPP) เป็นต้นนะครับ

6.ถ้าเรามีเงินทุนมากกว่า5แสน เราอาจจะทำร้านใหญ่ขึ้น เอายาลงมากขึ้น อาจจะเป็น 3-4 แสนเลยได้ยิ่งดีนะครับ จะได้ยาเยอะสุดๆ ยาที่เพิ่มมาจะได้พวกยา ออริจินอล เพิ่มเข้ามาเพื่อเป็นทางเลือกให้กับเราในการจ่ายและ เป็นทางเลือกให้คนไข้ที่พอจะมีฐานะได้เลือกใช้ เราก็จะได้ยอดเพิ่มไปด้วยนะครับ เพราะฉะนั้น ถ้ามีเงิน สัก1 ล้าน เงินส่วนสุดท้ายนี้จะต้องเป็นเงินหมุนเวียนนะครับ เพราะถ้าขายดี ต้องเพิ่มสต็อค อาจจะต้องใช้เงินส่วนนี้ในการหมุนของนะครับ เงินส่วนนี้ถ้าอยู่ที่ 2-3 แสนได้ จะสามารถบริหารร้านยาได้สบายๆเลยครับ เพราะใน6-12 เดือนแรกของการขายยา ถ้าไม่ทำเลดีจริงๆ จะคืนทุนไม่เร็วมาก ถ้าไม่มีเงินก้อนนี้ จะปัสสวะเหนียวพอควร เพราะฉะนั้นวางแผนดีๆก่อนเปิดร้านยานะครับ

Yeahh!!! เรียบร้อยไปแล้วสำหรับรายละเอียดการเปิดร้านเบื้องต้นนะครับ ร้านยาเปิดไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่ายนะครับ ที่ยากสุดๆคือ เปิดแล้วทำยังไงให้อยู่ยาวๆ ขายดีๆ ไม่ปิดตัวไปสะก่อน อันนี้แหละครับยากที่สุด เดี๋ยวบทความต่อๆไป เราจะมาเจาะลึก ถึงเรื่องต่างๆ ข้อน่ารัก เอ้ย!!! ข้อน่ารู้ ในการเปิดร้านยา เทคนิก ต่างๆในการขายยา และอีกมากมายหลายเรื่อง บทความแรกๆเภสัชที่เปิดร้านยาไปแล้วอาจจะรู้สึกเบื่อๆหน่อย เพราะมีประสบการณ์ไปแล้ว ก็ถือว่าช่วยน้องใหม่ที่ยังไม่เคยเปิดมาก่อนได้ฟังประสบการณ์เล็กๆน้อยๆแล้วกันนะครับ บทความต่อๆไป คนที่มีร้านยาอยู่แล้วน่าจะอินมากยิ่งขึ้น 555 วันนี้ พอแค่นี้ก่อน ไว้เจอกันบทความหน้า สวีดัด สวัสดีนะครับทุกคน

By เภสัชอ้วนลงพุง!!!

(แอดมินเพิ่มเติม : หากสมาชิกทุกท่านอ่านแล้วชอบบทความโปรดช่วยกดไลค์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้คนเขียนด้วยครับ พวกเราจะได้มีบทความดีๆ แบบนี้ไว้อ่านกัน)image

Share Button

เปิดร้านยาง่ายๆ#3/3

#เปิดร้านยาง่ายๆ by เภสัชอ้วนลงพุง!!!

ตอนที่3/3 : ได้เงินมาแล้วทำยังไง จะเริ่มต้นกับอะไรดีล่ะ

วันนี้อากาศสดใสมากครับ สวัสดีเภสัชกรทุกท่านนะครับ บางทีอากาศในแต่ละวันนี่ก็ส่งผลต่อยอดขายเยอะพอสมควรเหมือนกันนะครับ เดี๋ยวเอาไว้วันหลังเรามาพูดถึง ซีซั่นของร้านยากันครับ เผื่อน้องๆที่ไม่เคยเปิดร้านยาจะมาดูกันว่าแต่ละช่วงของปี ร้านยามีผลอะไรยังไงกันบ้าง ส่วนวันนี้เรามาพูดถึงความเดิมตอนที่แล้วกันดีกว่าครับ โดยที่กล่าวไปแล้ว เราแบ่งสัดส่วนการลงทุนของเงินเป็นส่วนๆดังนี้นะครับ

1.ค่าเช่าสถานที่และค่ามัดจำสถานที่ ประมาณ 6 หมื่นบาท อันนี้กันเอาไว้เลยนะครับ เราก็จะเหลือเงินอีก 4 แสนกว่าบาทในการจัดการอย่างอื่นต่อครับ

2.ค่าตู้ยาหรือชั้นวางยา ผมตีให้ประมาณ 1.2 แสนนะครับ ตอนนี้ เราก็จะเหลือเงิน ให้ลงทุนอีกประมาณ 3.2 แสนนะครับ

3.สิ่งสำคัญอีกอย่างนะครับ ไม่แพ้ตู้ยาเลย นั่นก็คือป้ายยานะครับ ร้านคุณจะเด่นเป็นสง่า หรือไม่ มันขึ้นกับเจ้าป้ายนี่แหละครับ โดยเฉพาะถ้าร้านเราไม่ได้เด่นมาก เป็นห้องแถวเล็กๆ ไม่ก็มีสิ่งกีดขวางบางอย่างบัง สิ่งเล็กๆที่เรียกว่า “ป้าย” นี่แหละครับ จะทำให้ร้านเราโดดเด่นขึ้นมา และดึงดูดคนไข้จากทุกสารทิศมาใช้บริการร้านยาของเรา

หลายๆคนอาจไม่ให้ความสำคัญกับป้ายเท่าไหร่ อาจจะเน้นไปด้านการจ่ายยา หรือยาในร้านสะมากกว่า แต่ในความเป็นจริงแล้ว ป้ายเนี่ย สำคัญมากๆๆๆๆเลยครับ ลองคิดดูว่าสิ่งที่เราสังเกตุอันดับแรกเวลาหาของกิน คืออะไรครับ? แทบจะทุกคน หาป้ายไฟสว่างๆ ที่เขียนว่า โลตัส ไม่ก็ 7 หรือจะเป็นเฟมิลี่มาร์ท กันทั้งนั้น ไม่ใช่ว่าจะไม่สนับสนุนร้านขายของชำเล็กๆนะครับ

แต่ให้ดูว่า ป้ายเนี่ยส่งผลต่อการซื้อของของคนไทยเป็นอย่างมากครับ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ป้ายมีขนาดที่ใหญ่และสูงพอ คุณจะได้เปรียบทางการค้าขึ้นมามากมายเลยทีเดียว และป้ายนี้จะอยู่คู่กับร้านของคุณไปอีกนานแสนนาน ตราบเท่าที่ยังเปิดร้านอยู่ครับ เพราะฉะนั้น ผมจึงค่อนข้างลงทุนกับเรื่องป้ายเยอะพอสมควร เริ่มต้นเหมือนกับตู้ยาเลยครับ หาร้านป้ายในพื้นที่นะครับ จะได้ราคาที่ถูกและ ประหยัดเงินได้พอสมควร เรืองป้ายเนี่ยไม่ยากครับ ร้านป้ายไฟที่ไหนก็ทำได้ครับ อันนี้อาจจะไม่ซีเรียสเท่ากับร้านทำตู้ยา

ส่วนตัวผมชอบทำป้ายให้สูงและเด่นมากๆ 1 ป้าย ครับ และป้ายหน้าร้านที่เป็นชื่อร้านอีกอย่างน้อย 1 ป้าย หรือถ้าอยากจะให้เด่นไปอีก สามารถเพิ่มป้ายตั้งพื้นหน้าร้านได้อีก1 ป้าย เป็น 3 ป้ายนะครับ เรามาดูรายละเอียดของป้ายแต่ละป้ายกันครับ ป้ายสูง ควรจะสูงจากหลังคา ประมาน 1-3 เมตรเป็นอย่างน้อยแล้วแต่ว่ามีสิ่งกีดขวางหรือมีตึกบังสูงแค่ไหนนะครับ หรือถ้าจะติดที่ตึก ก็ควรเป็นชั้น3 ไปเลย เพื่อให้คนจากระยะไกลเห็น

ยิ่งถ้ากลางคืนเปิดไฟแล้ว จะเด่นมากๆเลยทีเดียว ความกว้างยาวก็ประมาณ 2.5*1.5 ก็ค่อนข้างใหญ่แล้วครับ สำหรับป้ายสูง ส่วนป้ายชื่อร้านถ้าทำให้เด่นๆได้ก็ดีครับ 4*1.2 เมตรเลยได้ก็จะดี ขึ้นกับพื้นที่หน้าร้านนะครับ คนไข้เห็นจะได้จำติดตา ว่าร้านชื่ออะไร ไม่ไปเข้าผิดร้าน ป้ายนี้ควรติดบนร้านตรงทางเข้าเลยนะครับ จะได้เด่นๆ

ส่วนป้ายตั้งพื้นนั้น อาจต้องใช้เป็นแบบล้อเลื่อน เลื่อนเข้าออกได้นะครับ เผื่อโดนเทศบาลว่า จะได้เลื่อนเข้าได้ ไม่มีปัญหากับเทศบาล เพราะจิงๆ ตั้งออกมาที่ริมฟุตบาทก็ผิดกฏหมายหละ แต่ส่วนใหญ่ก็อนุโลมกันครับ ขนาดถ้าได้ สัก 1.5*3 ได้จะดีมาก ใหญ่หน่อย แต่ถ้าคนแถวตลาด หรือคนเดินผ่านมาเห็น ต้องเหลียวหลังเลยทีเดียว นั่นจะสร้างฐานลูกค้าตั้งแต่เริ่มแรกที่พบเห็นเลยทีเดียว พอต้องการจะซื้อยา ก็จะนึกถึงป้ายเราแน่ๆครับ

แหม๊ะ!!! ป้ายเยอะขนาดนี้ เกะกะไหม? ไม่นะครับ ดีด้วยซ้ำ คนไข้เห็นชัดเจนสุดๆ แพงไหมนะเหรอ? ถ้าป้ายไฟ ใช้ไวนิลทั่วไปทำ รวมๆ3 ป้ายน่าจะอยู่ที่ราคา 2-2.8 หมื่น แล้วแต่ขนาดและวัสดุที่ใช้นะครับ ผมตีให้3 หมื่นแล้วกัน นะครับตัวเลขกลมๆ ส่วนตัวใช้ป้ายไวนิลธรรมดา เป็นกล่องไฟข้างใน ใช้มาหลายปีแล้ว ก็ยังไม่มีปัญหานะครับ ไม่ต้องใช้หรูมากก็ได้ เปลืองเปล่าๆครับ ณ ตอนนี้บวก ลบ คูณ หารแล้ว น่าจะเหลือเงิน ประมาณ 2.9 แสน ให้ช็อปปิ้งนะครับ เรามาต่อกันบทความหน้านะครับ

เหมือนบทความนี้จะมีหลายตอนหน่อย อย่าพึ่งเบื่อกันนะครับ เพราะรายละเอียดมันเยอะจิงๆ น้องๆพี่ๆเภสัชที่อยากทำร้านยาจะได้มองเห็นภาพถึงรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ เพราะก่อนหน้าจะเปิดร้าน ตัวผมเองตระเวนหาหนังสือที่เกี่ยวกับเปิดร้านยา และบทความต่างๆในอินเตอร์เน็ต แต่ไม่มีบทความไหนและหนังสือที่บอกรายละเอียดเหล่านี้เลย ครั้นจะไปปรึกษารุ่นพี่ก็เกรงใจบ้าง ไม่สนิทกันบ้าง งมโข่งเองหลายอย่าง ผิดบ้างถูกบ้าง แพงบ้าง ขาดทุนบ้าง เลยอยากมาแชร์ประสบการณ์ เผื่อน้องๆพี่ๆที่อยากทำร้านยาจะได้มีแนวทางบ้างนะครับ ยินดีรับฟังคำติชมจากพี่ๆน้องๆเภสัชทุกท่านนะครับ เจอกันตอนหน้าครับ ^_^

By เภสัชอ้วนลงพุง!!!image

Share Button

เปิดร้านยาง่ายๆ#3/2

#เปิดร้านยาง่ายๆ by เภสัชอ้วนลงพุง!!!

ตอนที่3/2 : ได้เงินมาแล้วทำยังไง จะเริ่มต้นกับอะไรดีหล่ะ

จากตอนที่แล้ว เราเริ่มต้นกันด้วยการที่จะเริ่มต้นลงทุนอย่างไรสำหรับร้านยาที่เปิดใหม่ และเราจะแบ่งสัดส่วนการลงทุนอย่างไร อย่างที่ผมได้บอกไป ถ้ามีเงินสัก 5แสน ถึง 1 ล้านก็จะดีมากๆครับ จะมีสภาพคล่องและยาเยอะพอสมควร เรามาทวนความจำจากตอนที่แล้วกันก่อน ว่าเราแบ่งสัดส่วนการลงทุนของเงินเป็นกี่ส่วน

1.ค่าเช่าสถานที่และค่ามัดจำสถานที่ ประมาณ 6 หมื่นบาท อันนี้กันเอาไว้เลยนะครับ เราก็จะเหลือเงินอีก 4 แสนกว่าบาทในการจัดการอย่างอื่นต่อครับ

2.ค่าตู้ยาหรือชั้นวางยานั้นเอง อันนี้ต้องบอกว่า ถ้าใครมีทุนหนา จะจัดเต็มจากบริษัทรับทำตู้ยา อันนี้ก็ไม่ว่ากันครับ แต่อาจจะลงทุนเยอะหน่อย เงิน ที่เตรียมมา คงไม่พอแน่ๆครับ 5แสนเนี่ย Ha Ha Ha

เพราะส่วนใหญ่ ถ้าเป็น บริษัทรับทำ ขนาดห้อง 4×4 เมตร มีเคาเตอร์ยา กับชั้น ก็ ไม่ต่ำกว่า2 แสนอัพแน่ๆครับ แล้วแต่วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ ความหรูของตู้ยา มีไฟสปอตไลท์ส่องยา ไหม มีกล่องไฟบอกประเภทยาไหม ถ้ามี ก็แพงขึ้นไปอีกครับ แต่ถ้าให้แนะนำนะครับ อย่าลงทุนขนาดนั้นครับ มันเปลืองโดยใช่เหตุ

ทำไมเหรอครับ? ก็เพราะว่า ธุรกิจร้านยาเนี่ย ถ้าคุณลงทุนมากไปกับตู้ เช่น3 แสนขึ้น ลองคำนวนย้อนกลับไปดูครับ ว่ากี่ปี จะได้ค่าตู้คืน สมมติร้านขายได้ยอดปานกลาง คือวันละ 5พัน -8พันต่อวัน เดือนนึงกำไรประมาน 5-8หมื่นต่อเดือน ไม่รวมค่าเช่า ค่าจ้าง ค่าน้ำไฟ ค่าใช้จ่ายส่วนตัว และจิปาถะ คุณจะเหลือเงินเก็บต่อเดือนประมาณ 1-2 หมื่นบาท แล้วแต่ว่าภาระส่วนตัวเยอะแค่ไหน 1 ปีมีเงินเก็บ 1 แสน ยังไม่รวมกับสต็อคยาที่จะต้องเพิ่มขึ้นๆเรื่อยๆนะครับ ละไว้ในฐานที่เข้าใจ

คุณต้องทำงาน 3 ปีถึงจะได้ค่าตู้สุดหรูของคุณคืน นั่นไงครับ คือเหตุผลว่าทำไม ไม่ควรใช้ตู้แพงเกิน และก็ไม่ควรเอาชั้นที่ขายตามแม็คโครโลตัส แบบเป็นชั้นวางของธรรมดาๆ มาวางเช่นกัน ทำไมเหรอครับ? ที่ไม่ควรใช้ตู้ทั่วๆไปที่เราใช้วางของมาวางยา ก็เพราะว่าร้านขายยา ค่อนข้างมีความจำเป็นต้องมีเรื่องความน่าเชื่อถือเข้ามาเกี่ยวข้องครับ ถ้าใช้ตู้ธรรมดาๆทั่วไป ลูกค้าที่เข้ามารับบริการ อาจจะรู้สึกว่าร้านนี้ไม่ค่อยมาตรฐานเท่าไหร่

อย่าว่าผมว่าติดหรูนะครับ ลูกค้าชาวบ้านทั่วๆไปอาจจะไม่คิดก็ได้ บางคนอาจจะคิดแบบนั้น ไม่จริงเลยครับ อันนี้กล้าฟันธง เอาง่ายๆครับ เวลาเราไปนวดเท้าตามข้างทาง กับในร้านนวดที่มีที่นั่งเป็นสัดสวน เรารู้สึกว่า อันไหนมันมาตรฐานกว่า อันไหนอยากกลับมาใช้บริการอีก ก็แน่นอนครับ ทุกคนอยากได้ทั้งการบริการที่ดีและ ร้านที่ดูมาตรฐานและ ดูสะอาดสะอ้าน ชาวบ้านก็คนครับ ยิ่งเดี๋ยวนี้โลกดิจิตอล ไม่ว่าจะอยู่ชนบท หรือในเมือง ทุกคนก็ชอบร้านที่ดูดีกว่าทั้งนั้น

ยิ่งเดี๋ยวนี้ GPP ให้ร้านยาทุกร้านต้องติดกระจก และติดแอร์ด้วยแล้ว ไม่ต้องกลัวครับว่าคนไข้จะไม่กล้าเข้าเพราะร้านดูหรูเกิน เพราะเดี๋ยวทุกร้านก็ต้องติดหมดนั่นแหละครับ ผมเลยแนะนำนะครับ ทำตู้ปานกลางๆพอ ปานกลางคือประมานกี่บาทนะเหรอ? อันดับแรกติดต่อช่างในพื้นที่ดูก่อนนะครับ ทุกพื้นที่มีช่างตู้ ช่างไม้อยู่แล้ว เค้าทำได้ตามที่เราบอกให้ทำแน่ๆ แต่ต้องถามคนในพื้นที่ดูว่ามีช่างรับทำตู้ประเภทนี้ไหม อันนี้จะได้ราคาไม่แพงมากและได้คุณภาพตามที่เราต้องการครับ

ไม่แนะนำเอาช่างจากที่อื่นมาทำนะครับ เช่นอยู่ ภูเก็ต แต่เอาช่างจาก กทม. มาทำ แน่นอนครับ โดนบวกเพิ่มบานตะไท ทั้งค่าเดินทาง ค่าขนอุปกรณ์ ต่างๆนาๆ ไม่คุ้มหรอกครับพี่น้องบอกเลย ส่วนตัวคิดว่าขนาดห้องถ้าได้ประมาน 4*6 เมตร จะเป็นอะไรที่กำลังพอดี ร้านดูใหญ่ และยาดูเยอะครับ ปกติถ้าช่างพื้นที่ทำราคาน่าจะประมาน 9หมื่น – แสนห้า แล้วแต่จะเอาชั้นประเภทไหน และชนิดของไม้ที่ทำด้วยนะครับ

ปกติ ก็เป็นไม้อัดธรรมดา ขึ้นโครงตู้แบบกึ่งบิ้วอิน นี่ก็ดูหรูมากแล้ว ราคาไม่สูงมาก ช่างจะทำตู้มา แล้วเอามาวาง และบิ้วอินปิดให้ดูเหมือนเป็นตู้บิ้วอินเป๊ะๆเลยครับ ที่ผมเคยทำก็ 9หมื่นห้า ครับ ห้อง 4*5 เมตรครับ ชั้นเป็นชั้นกระจกทุกชั้น โครงเป็นไม้ เคาเตอร์ตัวแอลยาว 2.5 เมตรประมาณนี้ครับ ถ้าทำได้ประมาณนี้ ร้านจะดูดี น่าเข้าและส่งผลในระยะยาวมากๆเลยครับ ผมตีงบทำตู้ไว้เผื่อๆนะครับ ประมาณ 1.2 แสนบาท ถ้ารวมกับค่าเช่าตึก ตอนนี้ก็ใช้ไป แสนแปดแล้วนะครับ

หลายๆคนอาจะจะกังวลว่า ไม่อยากลงทุนกับตู้เยอะนะครับ แต่1 แสนบาทกับตู้ที่ดูมีมาตรฐาน เชื่อผมครับ มันจะได้ผลลัพออกมาดีกว่าที่คุณคาดมากๆ ร้านดูมีมาตรฐาน น่าเชื่อถือ อาหารเสริมที่วางก็ดูน่าใช้ ดูดีไปทุกอย่าง เรามาต่อกันตอนถัดไปนะครับ วันนี้ขอตัวไปขายยาก่อน ^_^ เฮงๆรวยๆครับทุกคน

By เภสัชอ้วนลงพุง!!!image

Share Button

เปิดร้านยาง่ายๆ#3

#เปิดร้านยาง่ายๆ by เภสัชอ้วนลงพุง!!!

ตอนที่3/1 : ได้เงินมาแล้วทำยังไง จะเริ่มต้นกับอะไรดีล่ะ

ตอนที่แล้ว เราพูดถึงว่า เมื่อเราต้องการจะลงทุน ก็อาจจะต้องมีการกู้บ้าง ยืมเงินพ่อเงินแม่มาบ้าง เอาเงินเก็บที่รักยิ่ง และเก็บมาตลอดระยะเวลาการทำงานมาบ้าง ทั้งหมดล้วนแล้วแต่สำคัญทั้งนั้นครับ เพราะมันเป็นเงินที่เราต้องคืน ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร หรือ พ่อแม่ที่ให้เงินมา หรือแม้แต่เงินเก็บที่อดออมมาอันนี้ยิ่งต้องคิดหนักเลยครับ เพราะกว่าจะเก็บมาได้หลักหมื่น แต่ละเดือนนี่ น้ำตาแทบเช็ดหัวเข่าเลยทีเดียว เมื่อได้เงินมาจะเอาไปทำอะไรดีน้า!!! อันนี้ต้องคิดและวางแผนให้ดีๆนะครับ

แต่ละคนมีทุนไม่เท่ากัน ต้องลดสัดส่วนตามความเหมาะสมเอานะครับ เช่นเงินทุนเยอะ ขนาดร้านก็อาจจะกว้างหน่อย เงินทุนน้อย อาจจะเล็กลงมานิดนึง แต่ต้องได้มาตรฐาน GPP นะครับ ถ้าจำไม่ผิด ต้องมากกว่า 2×4 เมตร คือรวมแล้วต้องได้ไม่น้อยกว่า 8 ตารางเมตร และ ส่วนที่สั้นที่สุดต้องไม่น้อยกว่า 2 เมตรนั่นเอง (อย่างไรก็ตาม เพื่อความชัวร์ควรปรึกษา สสจ.ในพื้นที่ก่อนจะดีมาก เผื่อมีอะไรเปลี่ยนแปลงนะครับ***แอดมินเพิ่มเติม)

ร้านยาของแต่ละบุคคลอาจจะมีมาตรฐาน ไม่เท่ากันนะครับขึ้นกับปัจจัยเรื่องเงิน และแนวคิดของการทำร้านยา อันนี้เราห้ามกันไม่ได้ ถ้าถามผม ว่าเงินประมาณไหนที่จะพอดีสำหรับการทำร้านยา ส่วนตัวคิดว่า อยู่ที่ 5แสนบาท ถึง 1 ล้านบาท ประมาณนี้ครับ เพราะถ้าน้อยกว่านี้ อาจจะประสบปัญหาบางประการในการทำร้านยาพอสมควร เช่น เงินหมุนหลังจากที่ขายยาไปสักระยะ ไม่เพียงพอ หรือยาที่ร้านจะน้อยมาก คนไข้มา ไม่ได้ยา ก็ไม่กลับมาซื้ออีกเป็นต้น ซึ่งต้องบอกกันแบบนี้ครับ โดยส่วนใหญ่ ระยะเวลาการคืนทุนของร้านยา ค่อนข้างแปรผันด้วยหลายปัจจัย ถ้ากำไรน้อย คือขายไม่ดี ก็อาจใช้เวลานานหน่อย นานในที่นี่อาจจะ 6 เดือน- 2ปี แล้วแต่ว่าขายดีมากน้อยแค่ไหน

ซึ่งการมีเงินทุนหมุนเวียนในระบบในช่วงเริ่มแรกของการเปิดร้านจะดีที่สุด ถ้ามาช็อตเอากลางคัน จะส่งผลหลายอย่างนะครับ เพราะว่าอย่าลืมว่า แต่ละคนมีรายจ่ายไม่เหมือนกัน ลำพังร้านยาเริ่มแรก อาจจะขายได้ไม่เห็นกำไรเป็นสัดเป็นส่วนสักเท่าไหร่ จะทำให้มีปัญหาตามมาได้ เพราะทั้งค่ารถ ค่าบ้าน เงินเดือนพ่อแม่ที่เราต้องให้ หรือค่าภรรยา (เอ้ย!!! ค่าเลี้ยงดูลูกๆหรือค่ากับข้าว) ล้วนแล้วแต่เป็นเงินทั้งสิ้น

โดยผมจะแบ่งเงินลงทุนเป็นสัดส่วนดังนี้นะครับ

1.ค่าเช่าสถานที่ทำร้านยาและเงินค้ำประกัน อันนี้ขึ้นกับว่าไปเช่าที่ไหน แพงมากน้อยเท่าไหร่ ถ้าตามอำเภอ หรือชานเมือง อาจจะไม่แพงมาก อยู่ที่ 2,000-10,000 บาทเป็นต้น แต่ถ้าใน กทม. หรือ ปริมณฑล อันนี้ก็ต้องแพงอยู่แล้วเป็นธรรมดา ผมตีให้ 10,000-30,000 บาท ประมาณนี้ ถ้าแพงกว่าคิดเยอะๆก่อนไปเช่านะครับ ถ้าไม่ทำเลเทพจริง อย่าไปเสี่ยง เดี๋ยวจะเจ็บตัวเอา เพราะฉะนั้น เงินก้อนนี้ ผมตีให้ประมาณ 6 หมื่นบาท เผื่อเหลือเพื่อขาด เพราะต้องมีค่ามัดจำอีก 1-3 เดือนแล้วแต่ตกลงกันกับเจ้าของที่ ซึ่งก็น่าจะไม่เกิน 6หมื่นโดยรวมแล้ว

อ้าว!!! ทำไมพูดถึงแต่เรื่องเช่า แล้วถ้ารวยแล้วอยากซื้อตึกมาทำเองเลยหล่ะ อันนี้ผมไม่ค่อยแนะนำนะครับ ยกเว้นรวยจริงจริ๊ง!!!(เสียงสูง) อันนี้ตามสบายเลย เพราะจะแบกรับความเสี่ยงหลายอย่างมากๆ ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงในการที่ทำเลอาจจะเปลี่ยนได้ หรือ เราวิเคราะห์ทำเลผิด ไม่ก็มีคู่แข่งมาเปิดรายล้อมจนเราอยู่ไม่ได้เพราะต้องจ่ายค่าตึกมหาโหด 2-4 หมื่นต่อเดือน แล้วแต่ทำเล

สังเกตุง่ายๆ จากร้านเชนสะดวกซื้อที่เรารู้จักกันดี ในนาม 7/11 ส่วนใหญ่ ณ ตอนนี้ แทบจะหายากมากที่ ทาง 7 เองจะลงทุนซื้อตึกหรือทำเลที่จะเปิดขึ้นมา เพราะทางผู้บริหาร ให้เหตุผลว่า การเช่าจะทำให้ มีความเสี่ยงน้อยกว่า และสามารถ ขยายกิจการได้รวดเร็วกว่าการซื้อ ซึ่งทั้งเสี่ยงเรื่องทำเลเปลี่ยน และต้องใช้เงินเยอะมาก กำไรส่วนใหญ่จะไปตกที่ธนาคาร ที่เรากู้ซื้อตึกมาสะมากกว่า ซึ่งส่วนตัวก็เห็นด้วยกับประเด็นนี้นะครับ เพราะถ้าเรายังใหม่กับธุรกิจร้านยา อาจจะต้องระวังเรื่องการลงทุนมากหน่อย การเช่าจะเป็นช่องทางที่ทำให้เราเสี่ยงน้อยหน่อย และถ้าขายดี ต่อไปมีกำไรมากขึ้น ค่อยซื้อขึ้นมา ก็ยังไม่สายไปสำหรับนักลงทุนชั้นเลิศแบบเราๆ 555

วันนี้หิวข้าวแล้ว ขอตัวไปทานข้าวก่อนนะครับพี่ๆน้องๆ เดี๋ยวมาต่อตอนที่ 3/2 กันนะครับ ^_^

By เภสัชอ้วนลงพุงimage

Share Button